4,676
VIEWS

เรืองโรจน์ พูนผล “โลกกำลังเปลี่ยนแบบหักศอก ถ้าเราไม่เก่งกว่าโลกก็ต้องนำหน้าโลก”

Sep 17, 2021 A.Kanitha

ภารกิจที่เกิดมาเพื่อเป็นหน่วยงานด้าน IT ของธนาคารกสิกรไทย ที่พัฒนานวัตกรรมด้านการเงินตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำย่อมทำให้KBTGเผชิญกับความท้าทายเป็นเรื่องปกตินับจากก่อตั้งบริษัทตั้งแต่ 5 ปีที่ก่อน แต่กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ก็ยอมรับว่าปีนี้เป็นปีที่ท้าทายมากที่สุด

เพราะKBTG ต้องทำ 2 อย่างพร้อมๆ กัน นั่นคือTransform และ Perform บนสถานการณ์คับขันอย่างที่ทุกคนต้องเจอ

Transformกับวิธีการทำงานในองค์กรโดยคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะต้องแบกรับความเสี่ยงเพราะนวัตกรรมนั้นต้องนำหน้าในอนาคตไป 1 ก้าว อีกด้านหนึ่งก็ต้องสร้างผลประกอบการให้ได้ตามเป้าหมาย รวมไปถึงออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือลูกค้า

ในเวลาเดียวกันจังหวะนี้ยังเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อการของเปลี่ยนแปลงในโลกบริการทางการเงิน โดยเฉพาะหลังจาก COVID-19 เริ่มคลี่คลายแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการเกิดขึ้นของ Digital Bank เป็นธนาคารที่ให้บริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นหลักและไม่มีสาขา, สกุลเงินดิจิทัล รวมถึงDecentralize Finance หรือDeFi บริการทางการเงินแบบไร้ตัวกลาง โดยใช้คริปโทเคอเรนซี และรันระบบด้วย Smart Contract บนเทคโนโลยีบล็อกเชน

“ปีหน้าจะเริ่มมี CBDC (Central Bank Digital Currency)เงินสกุลดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางอันนี้ก็จะเปลี่ยนโลกแน่นอน อย่างดิจิทัลหยวนและ Digital Currency ธนาคารกลางในอีกหลายประเทศ พอโลกเริ่มมีการเดินทางได้อีกครั้งพวก National Digital Currency ก็จะกลับมามีบทบาทสำคัญ เพราะการค้าขายและการเดินทางจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ส่วน Cryptocurrency จะต่อยอดไปสู่ Crypto Lending จะเห็นว่าโลกCryptoเริ่มเชื่อมโยงกับโลกเศรษฐกิจจริงมากขึ้นเรื่อยๆ  แม้หลายคนเป็นห่วงว่าการขุดเหรียญเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อมก็ตาม แต่ตอนนี้เริ่มมีสตาร์ทอัพ Green Bitcoin โดยใช้พลังงานสะอาดในการขุด ประกอบกับเมื่อพลังงานสีเขียวมีต้นทุนถูกลงในอีก 2-3 ปีข้างหน้าก็จะทำให้Cryptocurrency เป็นที่ยอมรับกับคนทั่วไปและนักลงทุนในวงกว้าง”

หากทั้งหมดนี้คือ Micro View ที่เปลี่ยนไปแล้ว ในระดับ Macro View ก็เปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง โดยคาดว่าอนาคตในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือปี 2028 เป็นต้นไปโลกจะเปลี่ยนแบบหักศอก

“ก่อนเกิด COVID-19 ผมเคยบอกไว้ว่ากระแสดิสรัปชั่นจะเกิดขึ้นเป็นโดมิโนหมายความว่าอุตสาหกรรมเอถูกดิสรัปชั่น จากนั้นจะต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมบี แต่ยุค Post COVID-19 เราจะเห็นทุกอุตสาหกรรมถูกดิสรัปชั่นพร้อมๆ กัน อย่างที่เราเห็นใน EdTech มาแล้วเพราะ COVID-19 ทำให้เราต้องเรียนออนไลน์ 100% และธุรกิจท่องเที่ยวจะเป็นอุตสาหกรรมต่อไปที่จะถูกดิสรัปท์เมื่อน่านฟ้าเปิด”

อีกเรื่องหนึ่งที่กระทิงเคยทำนายไว้เมื่อหลายปีก่อนว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็น Golden Age ในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า เกิดบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับ 10,000 ล้านเหรียญเพิ่มขึ้นอีก 20 ตัวเป็นอย่างต่ำ ไม่นับ Unicorn ที่มีอยู่และจะไม่ใช่เป็นUnicorn ธรรมดาแต่จะเป็น Giant Unicorn นั่นหมายถึงโอกาสมหาศาลของธุรกิจในทุก Sector เวลาเดียวกันระบบเศรษฐกิจทั้งหมดของโลกก็จะถูกขุดรากถอนโคน

“ผู้นำองค์กรต้องปรับตัวและมองหาโอกาสกับธุรกิจตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงแบบหักศอกที่ว่านี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่ากลัวและมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆแบบ Continuous  Disruptionยิ่งประเทศไทยมีการฟื้นตัวค่อนข้างช้า ปีนี้จึงเป็นความยากของการบริหาร เพราะโจทย์ของ KBTG เยอะมาก”

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางเทคโนโลยีที่กำลังจะเข้ามาเปลี่ยนโลกในอีกไม่ช้าKBTG วางจุดโฟกัส DeFi เป็นเทคโนโลยีหลักที่จะพัฒนา

“AI เป็นเทคโนโลยีที่เราทำมานานแล้วและถูกต่อยอดมาเป็นContactless แต่ปัจจุบันเราให้ความสำคัญกับ DeFi เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเชื่อว่าสุดท้ายแล้วจะเป็น Next Paradigm  สำหรับโลกบริการการเงินแน่นอน รองลงมาเป็นQuantum Technologyซึ่งเราทำเป็นUse Case เล็กๆ”

แน่นอนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ในองค์กร ไม่ต่างจากการพนันอย่างหนึ่งเพราะไม่สามารถที่จะคาดการณ์ได้ว่าเทคโนโลยีไหนจะใช่หรือไม่ใช่ ดังนั้น KBTG จึงใช้วิธีสร้างPortfolio Innovation โดยยกหน้าที่นี้ให้ KLab ศึกษาความเป็นไปได้และลองผิดลองถูกกับเทคโนโลยีหลายๆแบบ เพื่อที่ว่าเมื่อเทคโนโลยีนั้นเป็นเทรนด์ขึ้นมาก็สามารถหยิบมา Scale Up ได้ทันที

แต่สิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมและโครงสร้างองค์กรเพื่อที่จะมาตอบโจทย์การทำงานแบบ Agility รวมถึงสร้าง Capability เพิ่มขีดความสามารถพนักงานขององค์กรให้พร้อมที่จะเปลี่ยนไปในทางที่โลกกำลังจะเดินหน้าไป

“ปีที่แล้วขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของKBTG อยู่ที่ประมาณ 3.3 จากคะแนนเต็ม 5 ถือว่าเหนือกว่าค่าเฉลี่ยดีกว่าคู่แข่งในตลาด แต่ปีนี้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4.3 นั่นหมายความว่าเราขึ้นมาถึงขั้นที่จะสามารถสร้างความแตกต่างได้แล้ว เป้าต่อไปคือ 5 เต็ม สูงเทียบกับ Giant Tech Company อย่างGoogle ซึ่งเป็นองค์กรที่คิดค้นเทคโนโลยีมาเปลี่ยนแปลงโลก”

ขีดความสามารถดังกล่าวสะท้อนไปยังการรุกตลาดเวียดนาม ด้วยการเปิดธนาคารขึ้นที่เมืองโฮจิมินห์ โดยพนักงานไม่ต้องบินไปรันธุรกิจเพื่อเปิดธนาคารที่นั่นเลย หลังจากก่อนหน้านี้เราสามารถเปิด  KX ในประเทศจีนโดยใช้พนักงานKBTG เพียงคนเดียวไปโอเปอเรทที่นั่น ส่วนธุรกิจในประเทศไทยเราเพิ่งเปิดบริษัท Kubix ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัลผ่านบล็อกเชน และปีนี้ตั้งเป้าการทำงานด้านไอทีไว้ที่ 200 Project เพิ่มจากปีก่อนที่ทำไป 120 Project

“เราจะต้องสร้างขีดความสามารถของพนักงานให้เร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงของโลก หรือ One Step Ahead พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่เก่งกว่าโลกก็ต้องนำหน้าโลก แต่การจะทำอย่างนั้นได้องค์กรต้องมีความยืดหยุ่น และจำเป็นต้อง Maintain วัฒนธรรมองค์กร One KBTGให้เกิดขึ้น เพราะในวันนี้KBTG มีพนักงานFull time / Part time ทั้งในและต่างประเทศรวมกันกว่า 2,800 คน”

อย่างน้อยกรณีขีดความสามารถของพนักงานที่กระทิงยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง รวมถึงโปรเจ็กต์ที่อยู่ใน Pipeline น่าจะแสดงให้เห็นว่าKBTG ไม่ใช่องค์กรเดิมเหมือนเมื่อ 2 ปีก่อนอีกต่อไป และในอีก 2 ปีข้างหน้าก็จะเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ไม่เหมือนในปีนี้

“มีคนถามผมว่า KBTG จะทรานส์ฟอร์มองค์กรไปถึงเมื่อไหร่ ผมบอกได้แค่ว่ามันจะจบก็ต่อเมื่อมันกลายเป็นดีเอ็นเอขององค์กร ต่อไปเราจะไม่บอกว่าเราจะทำทรานส์ฟอร์เมชั่นเพราะทรานส์ฟอร์เมชั่นจะเป็นธรรมชาติของเราไปแล้ว”

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.