“โอโนริ” อีก 1 บทเรียนของโออิชิในตลาดสแน็ก

Oct 06, 2021 R.Somboon

ว่ากันว่า การสร้างโอกาสในการเติบโตผ่านการขยายไลน์สู่ธุรกิจใหม่ๆ ของโออิชิ เริ่มพบจุดที่ลงตัวมากขึ้นในปัจจุบัน เพราะนอกจากธุรกิจเครื่องดื่มอย่างชาเขียว และร้านอาหารญี่ปุ่นที่ในส่วนหลังเริ่มมีการสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านการส่งสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ ที่ต่อยอดมาจากการเป็นแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในกลุ่มแพ็กฟู้ด ซอสปรุงรส หรือล่าสุดอย่างชุดชาบูเซ็ท ซึ่งเป็นการผลักดันตัวเองจากร้านอาหารสู่ช่องทางค้าปลีกที่โอกาสทางการตลาดเปิดค่อนข้างกว้าง

แต่ใครจะรู้ว่า ก่อนที่จะพบจุดลงตัวแบบนี้ โออิชิ เคยใช้ความพยายามในการเข้าสู่ตลาดสินค้าประเภทขนมขบเคี้ยวเมื่อราวปี 2555 ด้วยการส่งสาหร่ายปรุงรสแบรนด์โอโนริ เข้ามาทำตลาดสแน็กประเภทสาหร่าย โดยในช่วงเวลานั้น เป้าหมายสำคัญที่ถูกวางไว้ว่าภายใน 5 ปี โออิชิ กรุ๊ป จะต้องมีตัวเลขยอดขายรวม 32, 000 ล้านบาท ในจำนวนนั้น จะเป็นยอดขายของธุรกิจเครื่องดื่ม ที่เติบโตจาก 6,000 ล้านบาทในปี 2555 เป็น 18,000 – 20,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจอาหารจะเติบโตจากยอดขาย 5,000 ล้านบาท เป็น 13,000 ล้านบาท

 

ทำให้โออิชิ ต้องมีการเติมเต็ม การรุกตลาดด้วยการขยายฐานการเติบโตไปสู่หมวดสินค้าที่มีโอกาสทางตลาดรออยู่ และการแตกไลน์ เข้าสู่ตลาดสแน็ก ด้วยการส่ง โอโนริ สาหร่ายปรุงรส ขยายฐานเข้ามาทำตลาสแน็ก ซึ่งเป็นสมรภูมิที่น่าสนใจ เนื่องจากขนมขบเคี้ยวในเซ็กเม้นต์สาหร่ายปรุงรสเป็นตลาดที่มีการเติบโตค่อนข้างดี เฉลี่ยประมาณ 10% ขณะที่การแข่งขันในตลาดนี้ ก็มีเพียงเถ้าแก่น้อยเท่านั้นที่แข็งแกร่งสุดในตลาด ส่วนเบอร์รองๆ ไป ยังมีจุดอ่อนที่สามารถเบียดแทรกเข้ามาแย่งพื้นที่ได้

การเลือกเข้าตลาดสแน็กด้วยการส่งสาหร่ายปรุงรสเข้ามาเป็น สินค้าตัวแรกนั้น มีเหตุผลนอกเหนือจากตัวเลขการขยายตัวที่ดีของตลาดและมีคู่แข่งขันที่แข็งแกร่งไม่มากนักแล้ว โออิชิ ยังมองถึงการที่สาหร่ายปรุงรส เป็นอะไรที่สามารถเชื่อมโยงมาสู่ความเป็นญี่ปุ่นที่เป็นดีเอ็นเอของโออิชิได้ไม่ยาก โดยโออิชิ จะใช้แบรนด์โออิชิเข้ามา Endorse และมีการ Synergy กับธุรกิจในเครือของคุณเจริญเพื่อเข้ามาเป็นพลังในการผลักดันให้โอโนริ แจ้งเกิดในตลาด

เริ่มจาก การใช้ฐานการผลิตของบีเจซี ในการผลิตสินค้าโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนในเรื่องของโรงงานใหม่ การใช้ระบบจัดจำหน่ายของบีเจซีที่จัดจำหน่ายสแน็กอยู่แล้ว มาช่วยในการจัดจำหน่ายร่วมกับการใช้เครือข่ายของร้านโออิชิเป็นตัวช่วยในการขายสินค้า

ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงเปิดตัว ยังมีการใช้ “พี่ใหญ่” อย่างชาเขียวโออิชิ ชาคูลซ่า เข้ามาช่วยในการสร้างการกระตุ้นให้เกิดการทดลองสินค้าผ่านแคมเปญซื้อชาเขียวแถมสาหร่ายโอโนริในร้านเซเว่น – อีเลฟเว่น เพื่อทำให้เกิดการทดลองชิมในวงกว้างมากขึ้นนอกเหนือจากการแจก Sampling 2 ล้านซอง

โอโนริ ถือเป็นบททดสอบแรกในตลาดสแน็กของโออิชิ เพราะยังมีแผนที่จะเข้าตลาดสแน็กในเซ็กเม้นต์ขนมขึ้นรูป โดยจะยังคงเข้ามาด้วยจุดแข็งของการ Synergy กันของบริษัทในเครือ และการใช้ดีเอ็นเอของโออิชิในเรื่องของความเป็นญี่ปุ่นและความสนุกสนาน เป็นแกนหลักในการทำตลาด

 

การรุกเข้าตลาดสแน็กครั้งนั้น จะเป็นก้าวแรกของการขับเคลื่อนธุรกิจของโออิชิ กรุ๊ป ภายใต้แนวคิด “King of Japanese Food” หรือ จ้าวแห่งอาหารฐญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นอีกก้าวของโออิชิ กรุ๊ป หลังจากที่ก่อนหน้านั้น เราจะคุ้นชินกับแนวคิด “King of Japanese Restaurant” หรือ จ้าวแห่งร้านอาหารญี่ปุ่น

ในปีแรกของการเข้าตลาดโออิชิวางเป้าหมายในการทำยอดขายไว้ที่ 200 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 10% และภายใน 5 ปี จะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งตลาด 50% ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดสแน็กเซ็กเม้นต์สาหร่ายปรุงรส ซึ่งโอโนริ จะเข้ามาเป็นตัวเติมเต็มที่ช่วยทำให้ยอดขายในส่วนของธุรกิจอาหารของโออิชิในอีก 5 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้นเป็น 13,000 ล้านบาท ในจำนวนนั้น จะเป็นยอดขายจากร้านอาหารในเครือโออิชิ 8,000 ล้านบาท ยอดขายจากอาหารแช่แข็งและชิลฟู้ด 1,000 ล้านบาท เดลิเวอรี่ 1,000 ล้านบาท และสแน็ก อีก 3,000 ล้านบาท โดยในส่วนของสแน็ก จะมาจากแบรนด์โอโนริซึ่งจะถูกปั้นเป็นสตาร์ของหมวดอาหาร 50% ส่วนอีก 50% จะมาจากสแน็กแบรนด์อื่นๆ ที่จะทยอยเปิดตัวเข้าตลาดอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีนับจากนี้ไป

 

ตลาดสแน็กของบ้านเราในช่วงเวลานั้น มีมูลค่าประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเซ็กเม้นต์มันฝรั่ง 31% ขนมขึ้นรูป 31% สาหร่ายปรุงรส 10% ปลาเส้น 8% ถั่ว 8%  โดยในตลาดสาหร่ายปรุงรสมูลค่า 2,200 ล้านบาทนั้น เถ้าแก่น้อยมีส่วนแบ่งตลาดมากถึง 75% ซิลิโกะ 13% และ มาชิตะของค่ายสิงห์ 8%

อย่างไรก็ตาม ตลาดสแน็ก อาจจะไม่ใช่ทางของโออิชิก็เป็นได้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่หมุนเวียนค่อนข้างเร็ว แถมการแข่งขันในตลาดก็รุนแรง ไม่เพียงแค่แข่งกันเองในตลาดสาหร่ายปรุงรส แต่ยังต้องเข้าไปแชร์พื้นที่กระเพาะกับขนมขบเคี้ยวประเภทอื่นๆ อีกด้วย

ขณะที่ลีดเดอร์อย่างเถ้าแก่น้อย ก็ค่อนข้างแข็งแกร่ง ในท้ายที่สุด โออิชิ จึงหยุดทำตลาดสาหร่ายปรุงรสโอโนริ ก่อนที่จะมาพบจุดลงตัวกับการทำสินค้าประเภทแพ้กฟู้ด รวมถึงซอสปรุงรส และชาบูเซ็ท ที่สามารถถ่ายทอดความแข็งแกร่งของความเป็นแบรนด์อาหารญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี.....

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.