4,439
VIEWS

เมืองไทยประกันชีวิตต่อสู้วิกฤตด้วยการสร้างสังคมแห่งความยั่งยืน

Nov 03, 2021 -None-

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เป็นหนึ่งในบริษัทประกันชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย ที่ได้รับความไว้วางใจในระดับประเทศและระดับสากล โดยในทุกวันนี้ บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นและเดินหน้าเพื่อตอกย้ำการเป็นแบรนด์ภายใต้กลยุทธ์ MTL Trusted Lifetime Partner” ที่มุ่งสร้างความสุขและประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าเป็นหลัก พร้อมดูแลและเดินเคียงข้างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกช่วงของชีวิต ด้วยความมั่นคงและยั่งยืนผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการบนช่องทางการตลาดที่หลากหลาย ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ทุก Journey ในแบบเฉพาะตัวบุคคล (Personalization)

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19 ที่ยังคงอยู่ รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและไทยที่ยังคงมีความผันผวน บริษัทเมืองไทยประกันชีวิตมีทิศทางนโยบายที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมการส่งมอบความสุขแก่ลูกค้า พนักงาน พันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ถือหุ้น และสังคม ผ่านการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ทุกภาคส่วน สามารถข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปพร้อมกันได้

คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจประกันชีวิต และธุรกิจอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ในแต่ละภาคธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอดกับวิกฤตในครั้งนี้ได้ ขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้วางนโยบายและแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้คนและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ โดยให้ความสำคัญกับทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในองค์กรและภายนอกองค์กร

บุคลากรภายในองค์กร (Internal) บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับพนักงานและผู้บริหารในองค์กรทุกคนทุกระดับ เพราะบุคลากรทุกคนเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ไปข้างหน้า ดังนั้นบริษัทฯ จึงไม่มีนโยบายการลดต้นทุนการดำเนินงานด้วยการลดจำนวนคน แต่ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ไม่มีนโยบายในการเพิ่มจำนวนคน ในส่วนของงานฟังก์ชั่นหลัก ยกเว้นงานที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมใหม่ๆ และงานที่เกี่ยวข้องกับด้านวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics)

“จากความท้าทายที่เกิดขึ้น มองว่า ทุกคนต้องผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ทุกคนต้องยอมรับและปรับตัวในเรื่องวิธีการทำงานใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนในอดีต บางคนต้องเริ่มเรียนรู้จากศูนย์เพราะต้องเปลี่ยนไปทำงานหน้าที่ใหม่ บุคลากรของบริษัททุกคนต้องปรับกรอบความคิด และพัฒนาตนเอง เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ (Reskill / Upskill) โดยไม่ยึดติดกับกระบวนการทำงานในรูปแบบเดิมๆ พร้อมปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่งานในฟังก์ชั่นอื่นๆ ได้ทุกเวลา”

นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ได้มีนโยบายการทำงานแบบ Work from Home หรือ Work from Anywhere ควบคู่ไปกับการดูแลพนักงานในเรื่องสวัสดิการต่างๆ อย่างดีที่สุด เพื่อให้พนักงานมีความปลอดภัยมากขึ้นจากโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมผลักดันเรื่องของการฉีดวัคซีน เพื่อให้พนักงานส่วนมากได้รับวัคซีน โดยได้มีการจัดหาวัคซีนทางเลือกให้พนักงาน เพื่อเป็นการช่วยเหลือภาครัฐและบุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแลคนที่ต้องการความช่วยเหลือในกลุ่มอื่นๆ ต่อไป

“ในแง่การทำงาน นอกจากมาตรการ Work from Home หรือ Work from Anywhere ปัจจุบันบริษัทฯ อยู่ในระหว่างการศึกษาการสร้าง Workplace แบบใหม่ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยของความเป็นโควิด-19 ที่จะยังอยู่ไปอีกนาน เพื่อเกิดความคล่องตัวของการทำงานของพนักงานมากขึ้น และส่งเสริมการทำงานแบบเป็นทีมเวิร์คได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม”

กลุ่มคนภายนอกองค์กร (External) เมืองไทยประกันชีวิตมีความเชื่อว่า ถ้าองค์กรธุรกิจสามารถยืนขึ้นได้อย่างแข็งแกร่ง จะต้องทำให้คนอื่นๆ ในสังคมก้าวลุกขึ้นยืนได้ด้วยเช่นเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการทำกิจกรรมเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังกลุ่มอื่นๆ ของสังคม อีกทั้งเป็นการตอกย้ำนโยบายการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนที่ควบคู่กับการคำนึงถึงความรับผิดชอบตามหลักการแนวคิดเรื่อง ESG ซึ่งมีประกอบไปด้วยสาระสำคัญ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) การจัดการด้านสังคม (Social) และการจัดการด้านธรรมาภิบาล (Governance)

ทั้ง Internal และ External ข้างต้นมีความสำคัญทั้ง 2 ส่วน เพราะเป็นเรื่องของ Stakeholders และมีความเกี่ยวข้องกับด้านของสังคม หรือ Social (S) ซึ่งเป็นหนึ่งองค์ประกอบของ ESG ซึ่งหลายๆ ไอเดียเกิดจากการต่อยอดจากเรื่องของ CSR ที่เคยทำไว้เดิม แต่วันนี้สามารถพัฒนาไอเดียต่อไปได้ไกลกว่าเดิมอีกมาก โดยเฉพาะคำว่า Stakeholders ที่หมายถึงกลุ่มคนทั้งจากภายในองค์กรและภายนอกองค์กร เช่น ลูกค้า และประชาชนทั่วไป ยกตัวอย่าง เช่น การจัดหาวัสดุอุปกรณ์หรือสิ่งของ เครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่สำคัญและจำเป็น มอบให้กับทางโรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่ขาดแคลน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการมากที่สุด รวมถึงการจัดหาวัคซีนให้กับกลุ่มผู้เปราะบางทางสังคม

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ให้การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือผ่าน “มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม” อย่างเช่น การบริจาคเงิน 1,000,000 บาท ให้กับมูลนิธิพุทธรักษา เพื่อก่อสร้างโรงพยาบาลสนามแสงแห่งใจ การบริจาคเงิน 1,000,000 บาท แก่ รพ.ราชวิถีสำหรับจัดซื้อเครื่องช่วยหายใจ การบริจาคเตียงผู้ป่วยระบบไฟฟ้าให้แก่ รพ. ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มอบห้องแยกป้องกันเชื้อความดันลบ และเครื่องช่วยหายใจ High Flow ให้แก่โรงพยาบาลกลาง พร้อมมอบเครื่องช่วยหายใจจำนวน 12 เครื่อง ให้แก่โรงพยาบาลทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.ตำรวจ รพ.พระมงกุฎเกล้า รพ.ราชวิถี รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ และรพ.มหาราชนครเชียงใหม่

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังจัดกิจกรรม เมืองไทยสไมล์คลับ ร่วมกับมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม เชิญชวนสมาชิกฯ ร่วมบริจาคคะแนนสะสมสมทบทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลเพื่อใช้ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โรงพยาบาลละ 200,000 บาท ให้กับ 5 โรงพยาบาล ดังนี้ ร.พ.มหาราชนครเชียงใหม่ รพ.ขอนแก่น รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี รพ.ราชบุรี และรพ.สงขลานครินทร์

และล่าสุด บริษัทฯ ได้บริจาคเงินผ่านสำนักงาน คปภ. จำนวน 2,000,000 บาท ใน “โครงการประกันภัยรวมใจ มอบวัคซีนต้านโควิดสู่ประชาชน” เพื่อใช้ในการจัดสรรวัคซีนซิโนฟาร์ม จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ให้กับประชาชน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือประชาชนในการเร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

คุณสาระ ยังกล่าวเสริมถึงการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะธุรกิจประกันชีวิตว่าผลจากการร่วมมือกันระหว่างสมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ออกนโยบายหรือแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น การอนุโลมการขยายความคุ้มครองการจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้เอาประกันภัยที่มีค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน (IPD) ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) และชดเชยรายวัน กรณีที่มีการรักษาตัวแบบ Home Isolation หรือ Community Isolation ผู้เอาประกันภัยสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามจริง รวมถึงการอนุโลมในเรื่องของการขาดชำระเบี้ยประกันโดยไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มและสามารถต่ออายุกรมธรรม์ได้

ที่สำคัญ ยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน และสร้างความท้าทายครั้งใหม่ของเมืองไทยประกันชีวิต ที่ทำให้เมืองไทยประกันชีวิตได้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่อง ESG (Environment, Social, และ Governance) ในการพัฒนาองค์กรธุรกิจเพื่อสร้างความยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่องสังคมผู้สูงอายุในไทยที่กำลังจะเกิดขึ้น

คุณสาระ ย้ำว่า โควิด-19 ทำให้เห็นสิ่งต่างๆ อยู่หลายเรื่อง เช่น เรื่องของพื้นฐานรายได้ และพื้นฐานการออม ในมุมของเมืองไทยประกันชีวิตจึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่อง Financial Literacy เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินให้กับสังคมของผู้สูงวัย เช่น การขยายความคุ้มครองของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทสัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง (Health & CI) ให้ยาวนานขึ้น และการมีผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองสุขภาพที่อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเมื่อเจ็บป่วยในอนาคต

อย่างไรก็ตาม เมืองไทยประกันชีวิต เป็นบริษัทธุรกิจประกันชีวิตที่มีจุดเด่นด้านความแข็งแกร่งในเรื่องนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการแบบเฉพาะเจาะจง (Personalized) ให้กับลูกค้าและพันธมิตรต่างๆ ใน Ecosystem ได้อย่างครอบคลุม

วันนี้เมืองไทยประกันชีวิตจึงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ด้วยการนำเสนอแบบประกันสุขภาพ “อีลิท เฮลท์” และ “ดีเฮลท์” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากการเรียนรู้ในความต้องการของลูกค้า รวมถึงแบบประกันโรคร้ายแรง “ดีแคร์” ที่ลูกค้าสามารถเลือกความคุ้มครองทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรคที่ต้องการความคุ้มครอง ระยะของโรคร้ายแรง และทุนประกันที่ต้องการ

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทางบริษัทฯ จึงพยายามศึกษาเรื่องของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทสัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มครองสุขภาพและครอบคลุมความคุ้มครองที่เป็นเรื่องของโควิด-19 โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้นำหลักการของนักคณิตศาสตร์ประกันภัยมาใช้ เพื่อสามารถมีเบี้ยประกันภัยอยู่ในระดับอัตราที่เหมาะสม และสามารถบริหารความเสี่ยงต่างๆ สำหรับผู้เอาประกันภัยได้เป็นอย่างดี ที่ต่อยอดไปสู่ความยั่งยืนและตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากที่สุด

“การพัฒนาแบบประกัน เป็นการตอบโจทย์ในมุมของสังคม (Social) หรือตัว S ของ ESG เพื่อต่อยอดไปสู่ความยั่งยืน และสามารถช่วยสังคมได้ในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะในมิติของสังคมผู้สูงวัยที่อยากให้กลุ่มผู้สูงวัยทุกคนสามารถพึ่งพาตัวเองได้เมื่อถึงวัยเกษียณ ถือว่าเป็น Passion ใหม่ๆ ที่ผมอยากทำ แต่จะทดลองทำจากคนข้างในองค์กรก่อน และถ้าสามารถทำออกมาได้ดีแล้วจะขยายผลออกไปสู่ภายนอกองค์กร ด้วยสเกลที่สามารถจับต้องได้และใช้ได้จริง แม้เมืองไทยประกันชีวิตอาจเป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของสังคม แต่ก็อยากมีส่วนร่วมในการผลักดันให้สังคมก้าวไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง” คุณสาระ กล่าว ®

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.