3,984
VIEWS

MACHO GELLO จาก Matcha Lover สู่ธุรกิจไอศกรีมเจลาโต้

Nov 05, 2021 S.Vutikorn

MACHO GELLO เป็นแบรนด์ไอศกรีมเจลาโต้พรีเมียมที่เพิ่งเปิดตัวในโลกออนไลน์ได้ไม่นาน แต่ก็กลาย เป็นที่รู้จักของคนที่ชื่นชอบไอศกรีมตำรับอิตาลีหรือเจลาโต้เป็นอย่างดี

จุดเริ่มต้นของ MACHO GELLO มาจากกลุ่มเพื่อน 3 คนซึ่งรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมคือ ปารีณา รัชไชยบุญ (วินนี่), จิยาพร สมสุข (จ๋า) และอานันท์ กุลปิยะวาจา (เอิ๊ด) ที่มีความคิดว่าอยากจะเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆ ด้วยกัน

ทั้ง 3 คน ระดมสมองว่าจะทำธุรกิจอะไรดี จนพบว่าทุกคนล้วนชื่นชอบมัทฉะ (Matcha) จึงยึดเอาวัตถุดิบนี้เป็นจุดตั้งต้นในการต่อยอดเป็นธุรกิจ

“วินนี่รวมตัวกับเพื่อนที่ชอบมัทฉะมากๆ 3 คน แล้วก็มานั่งคุยกันว่าเราน่าจะลองทำธุรกิจอะไรกันสักอย่างไหม พอเป็นหญิง 2 คน ก็คิดตรงกันว่าจะทำสินค้าเกี่ยวกับมัทฉะ แต่จะทำคาเฟ่ มัทฉะเลยก็คงไม่ไหว เกินกำลังไป เพราะเจอสถานการณ์ COVID-19 ด้วย เราก็เลยคิดว่างั้นมาหาอะไรที่มาเจอกันตรงกลางดีไหม เลยมาเจออะไรที่เป็นสิ่งที่เราสนใจร่วมกัน ก็เลยมาตกที่ไอศกรีม

เรา 3 คนต่างคนต่างมีประสบการณ์ คนหนึ่งทำงานด้านออกแบบ คนหนึ่งทำงานเอเจนซีโฆษณา อีกคนทำงานเป็นวิทยากรบรรยายและฝึกอบรม พอมารวมกันทำไอศกรีมก็อยากให้เป็นไอศกรีมที่ดูมี Creativity มี Story ให้เล่าเรื่องได้เยอะหน่อย จึงเป็นที่มาของแบรนด์ MACHO GELLO”

วินนี่อธิบายเพิ่มเติมว่า ชื่อ MACHO GELLO ก็มาจากคำ 2 คำคือ Matcha กับ Gelato

“ชื่อแบรนด์มาจาก Matcha + Gelato แต่ว่าเราอยาก Twist ให้มันดูสนุก เพราะคาแร็กเตอร์ของไอศกรีมมันต้องเน้นที่ความสนุก ความสดใสอยู่แล้ว”

ถ้าเราลองไล่ดูไทม์ไลน์จะพบว่าทั้ง 3 คนเริ่มพูดคุยและวางแผนงานกันมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่กว่าที่ไอศกรีมถ้วยแรกจะได้วางขายจริงๆ ก็ต้องรอถึงเดือนพฤษภาคมปีนี้ เหตุผลมาจากทุกคนไม่มีความรู้และประสบการณ์ในการทำไอศกรีมแต่อย่างใด

“เราไม่เคยทำธุรกิจไอศกรีมดิลิเวอรี่มาก่อน แม้ว่าวินนี่จะทำงานเอเจนซี สเกลใหญ่มีแผนกต่างๆ ที่มารองรับการทำงานที่พร้อม แต่ว่าไอศกรีมต้องทำเองหมด มันเหมือนคนละโลก วันที่คิดเรายังมองไม่เห็นแบรนด์ที่โดดเด่นตรงๆ เพราะถ้าเป็นแบรนด์ที่ขึ้นห้างฯ ก็มีไม่กี่เจ้า แล้วก็มีร้านที่สเกลใหญ่หน่อย แล้วก็มีรายเล็กๆ นิดหน่อย แต่พอมี COVID-19 ขึ้นมา ก็มีแบรนด์เล็กแบนด์น้อยยิบย่อยเพิ่มขึ้นมามากมาย

คู่แข่งโดยตรงเลย ตอนนี้ถือว่ายังไม่มี เราไม่ได้ชนกับไอติมวีแกน หรือไอศกรีมคีโตที่มียักษ์ใหญ่อยู่แล้ว ในแง่ของโปรดักต์เราเน้นที่ความเป็น Authentic รสชาติไอศกรีมของเราจะไม่ได้เน้นอะไรที่ผาดโผนเกินไป เช่น Dark Chocolate Chili แต่เราอยากให้คนกินรู้สึกว่า เวลากินไอศกรีมรสชาตินี้แล้วต้องได้รสชาตินั้นจริงๆ โดยที่ไม่หวานเกินไป เรารู้สึกว่าความหวานของไอติมทำให้เราไม่กล้ากินบ่อยๆ”

วินนี่ เล่าเพิ่มเติมให้ฟังว่า ทุกวันนี้จะมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน โดยวินนี่ที่มีประสบการณ์จากการทำเบเกอรี่มาก่อนจะรับผิดชอบด้านวิจัยและการตลาด คิดสูตร คิดรสชาติ ส่วนจ๋า ที่ทำงานออกแบบจะรับผิดชอบเรื่องงานออกแบบและสไตล์ของร้าน รวมถึงงานโปรดักชั่น และเอิ๊ดจะรับผิดชอบงานหลังบ้าน เช่น งานบัญชี

“พอเริ่มคิดจะทำจริงจัง เราก็ไปเรียนทำไอศกรีมทั้ง 3 คน เพื่อที่ว่าหากวันใดวันหนึ่งคนไหนไม่ว่าง อีก 2 คนก็ต้องพร้อมที่จะมาทำแทน”

จากวัตถุดิบตั้งต้นที่ชื่นชอบ คือมัทฉะ ทั้ง 3 คน ค่อยๆ คิด ค่อยๆพัฒนาสูตรจนในที่สุดก็ได้รสชาติไอศกรีมที่วางจำหน่ายในล็อตแรกจำนวน 6 รสชาติด้วยกัน โดยมี 3 รสชาติที่เบสมาจากมัทฉะ คือ Macho Matcha, Macho Hojicha, Macho Oreo และอีก 3 รสชาติที่นำเสนอความเป็นไอศกรีมโฮมเมด Holly Horlicks, Oh! Valtine, Kina Go!

“บางรสชาติก็ได้มาจากประสบการณ์ตรงจริงๆ อย่าง Holly Horlicks เราก็อินสไปร์มาจากที่เราชงดื่มเองในบ้าน เราเน้นรสชาติที่ไม่หวานเกินไป เพราะคนจะทานได้บ่อยๆ

ตอนนี้เราก็เริ่มแตกไลน์รสชาติออกมาเป็นไอศกรีมโยเกิร์ต เพราะที่ผ่านมาเราทำรสชาติใกล้กับชาญี่ปุ่น และรสชาติตะวันตกไปเลย เราออกโยเกิร์ตเพื่อให้มาเจอกันกลางทางก่อน ล่าสุดเราก็ออกรสเชอร์เบต (Sorbet) เพื่อตอนรับเทศกาลเจ เราวางแผนว่าจะออกทุกเดือน เดือนละ 2 รส แต่ก็มีเอารสชาติอื่นออกบ้างเพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกได้เดือนละ 10 รสชาติ

ในส่วนของเคล็ดลับการเลือกรสชาตินั้น ก็มาจากทั้ง 2 ด้าน คือ การช่วยกันคิดค้นรสชาติใหม่ๆ และการฟังเสียงของผู้บริโภค

“MACHO GELLO ใช้วิธีวางตารางแต่ละเดือนว่าจะเอาสินค้าอะไรเข้าไปเกาะกับกระแสในแต่ละช่วงเวลา หรือเทศกาล พอเราได้คอนเซ็ปต์ออกมาแล้ว เราก็จะเลือกรสชาติที่เข้ากันมา 5 รส เราลองทำขึ้นมาเทสต์ก่อน ให้เพื่อนๆ ช่วยกันลองชิม แล้วค่อยมาสรุปว่าจะเอารสไหนเป็น Final เรามีรสชาติที่คิดไว้แล้วแต่ยังไม่ได้ทำ ยังมีอีกประมาณ 20 รสชาติ ก็ทยอยๆ ออกไป

รสชาติส่วนหนึ่งก็มาจากการฟังเสียงของลูกค้า เช่น ลูกค้าบางคนบอกว่า Corporate Identity ของ MACHO GELLO เน้นสีที่เป็นโทนเขียวมินต์กับขาว คนจะรู้สึกว่ารีเลทกับรสมินต์จึงอยากให้เพิ่มรสมินต์ขึ้นมา เราพยายามรับฟังความเห็น ซึ่งมีลูกค้าหลายคนที่แนะนำรสชาติกลับมา”

ทุกวันนี้ไอศกรีมที่ขายดีที่สุดของ MACHO GELLO นั้นคือ รส Holly Horlicks ที่กินส่วนแบ่งไปเกือบ 30-40% ส่วนรสชาติที่เหลือก็จะค่อนข้างเฉลี่ยกันไป ซึ่งก็ถือเป็นการบ้านที่ทั้ง 3 คน จะต้องกลับไปวางแผนเพื่อโปร โมทรสชาติอื่นๆ ให้ขายดียิ่งขึ้น

“รสชาติทั้ง 10 รส เราก็อยากให้รสอื่นๆ โตด้วย เราอาจจะต้องลองเอารสชาติอื่นๆ ไป Cross Consumer มากขึ้น ผ่านการสื่อสารและโปรโมชั่น”

ปัจจุบันช่องทางการสื่อสารหลักของ MACHO GELLO จะใช้โซเชียลมีเดียเป็นหลัก คือ Facebook, Instagram และ LINE โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์จะเป็นกลุ่มผู้หญิงอายุเฉลี่ย 30 ปี รวมถึงกลุ่มผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่นิยมไอศกรีมชอบหวานน้อย และรสชาติชาเขียว

“กลุ่มคนอายุ 20-30 ยังมีให้เราเก็บอีกเยอะมาก ในอนาคตเราวางแผนจะขยายลงไปกลุ่มคนที่เด็กลงกว่านี้ ตอนนี้สื่อโซเชียลมีเดียบางสื่อก็ตีกรอบห้ามสื่อสารกับกลุ่มต่ำกว่า 20 แล้ว ทำให้เราสื่อสารยากขึ้น อาจจะต้องอาศัย KOL เฉพาะ แต่เรายังอยากทำกับกลุ่มผู้หญิงวัยทำงานอยู่”

เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายในอนาคต วินนี่ อธิบายว่า เป้าหมายในระยะสั้นของ MACHO GELLO คือการขยายช่องทางการขายไปยังตลาดออฟไลน์ หรือร้านอาหาร หรือคาเฟ่ ซึ่งในตอนนี้ก็เริ่มมีร้านอาหารติดต่อเพื่อขอนำไอศกรีมเข้าไปวางจำหน่ายในร้านอาหารบ้างแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ร้านอาหารที่ติดต่อมาก็จะเป็นลูกค้าที่สั่งซื้อไอศกรีมไปกินแล้วติดใจในรสชาติ

“คนที่ทักมาส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่กินแล้วชอบ แต่ถ้าเป็นระยะยาว MACHO GELLO ก็อยาก จะทำ Collaboration กับแบรนด์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ร้านอาหารดูบ้าง ส่วนการเปิดร้านหรือ Kiosk ก็อยู่ในแผน งานในอนาคต แต่ต้องดูสถานการณ์และความพร้อมด้วย ตอนนี้ขอยึดการขายผ่านออนไลน์ไปก่อน

วินนี่ ยอมรับว่าการที่ทำงานในแวดวงโฆษณาและเอเจนซีนั้นมีส่วนที่ทำให้เข้าใจเรื่องเหตุและผล การเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงวิธีการสื่อสารอย่างไรให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

เมื่อถูกถามถึง Key Success ของ MACHO GELLO วินนี่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการทำงาน MACHO GELLO ใช้ความจริงใจในการพูดคุยกับลูกค้า เช่น การให้คำแนะนำหรือให้ข้อมูลที่เป็นความจริงทั้งหมด

“จริงๆ ในแง่การสื่อสาร มันจะมีวิธีการซ่อนอะไรบางอย่างตอนคุยกับลูกค้า แต่เราจะใช้การแนะนำจริงๆ ตอบอันไหนได้ ไม่ได้ เราบอกเรื่องจริงหมด เรื่องการลดน้ำตาลจริงๆ เรื่องการใช้วัตถุดิบนำเข้า100% เรื่องไม่ผสมสี ฯลฯ เราบอกข้อมูลที่เป็นความจริงทั้งหมด”

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.