5,039
VIEWS

เต็ดตรา แพ้ค เผยเทรนด์ ‘วิถีใหม่ของผู้บริโภค’ ที่กำลังสร้าง “นิสัยใหม่”

Nov 18, 2021 -None-

เพราะชีวิตมนุษย์นั้นถูกกำหนดให้เดินหน้าด้วยเวลา เมื่อเวลาเปลี่ยนผู้คนและโลกย่อมเปลี่ยนเช่นกัน ยิ่งโลกของเราเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 เมื่อ 2 ปีก่อนยิ่งทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งจากรายงานวิจัยที่ “เต็ดตรา แพ้ค” ทำร่วมกับ   อิปซอส ได้เปิดเผยว่า ผู้บริโภคกำลังมีวีถีทางใหม่ที่นำสิ่งแวดล้อม การจัดการของเสีย และเรื่องสุขภาพมาไว้ในมือของพวกเขาเอง ผลที่ตามมาคือนิสัยที่ “ยึดติดอยู่” มากมาย อันเป็นผลมาจากการระบาดใหญ่ กลายเป็นสิ่งซึ่งคงอยู่ต่อไปและไกลกว่าการแพร่ระบาดที่ได้เกิดขึ้น

“เต็ดตรา แพ้ค อินเด็กซ์” กล่าวถึงพฤติกรรมของผู้บริโภครวมถึงเทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอยู่เสมอ แต่จากรายงานฉบับล่าสุดของ “เต็ดตรา แพ้ค อินเด็กซ์ 2564” เป็นการตอกย้ำว่าเหตุการณ์โรคระบาดใหญ่ซึ่งส่งผลต่อระยะห่างทางสังคม ไม่สามารถเดินทางข้ามจังหวัดหรือออกมาใช้ชีวิตข้างนอกได้เหมือนเคย ยิ่งเป็นแรงจูงใจให้ผู้คนมองเห็นคุณค่าความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมากขึ้น

คุณสุภนัฐ รัตนทิพ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การ กลับไปใช้ชีวิตธรรมดาในแบบเดิมๆ ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงการทำอาหารที่บ้าน การรับประทานอาหารกับครอบครัว และการลดขยะ ได้เปลี่ยนความวิตกกังวลไปสู่การดูแลป้องกันอย่างจริงจัง  พฤติกรรมของพวกเรากำลังเปลี่ยนไปสู่วิถีใหม่จากการเกิดขึ้นของการระบาดใหญ่ และเราทุกคนต่างเต็มใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ในด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และขยะด้วยตัวของเราเองมากกว่าที่เป็นมา”

จากผลสำรวจพฤติกรรมของผู้คนรอบใหม่นี้ต่างไปจากเดิม เพราะผู้คนมี พฤติกรรมวิถีใหม่ โควิด-19 คือตัวเร่งให้ทุกอย่างจำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคก้าวสู่ “วิถีใหม่” ที่มุ่งเน้น 3 ประเด็นหลักสำคัญที่เด่นชัดที่สุดในรายงานของเต็ดตรา แพ้ค คือเรื่อง สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ขยะ

โดยพื้นฐานแล้ว ความเปราะบางที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่เราทุกคนพบเจอในช่วงของการระบาดใหญ่ทั่วโลก ได้เปลี่ยนความกังวลไปสู่การดูแลป้องกันอย่างจริงจัง รวมถึงกระตุ้นให้เราเกิดความต้องการที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเราเอง อาหารของเรา ชุมชนของเรา และโลกของเรานั้นปลอดภัย นอกจากนี้ ความปลอดภัยและความมั่นคงด้านอาหารยังถือว่ามีความสำคัญมากเช่นกัน

ในแง่ของแบรนด์เองเมื่อผู้คนมีความตระหนักรู้มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่อง สุขภาพ สิ่งแวดล้อม ขยะ แบรนด์ธุรกิจต้องตั้งโจทย์พวกนี้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเชื่อใจต่อสิ่งของที่พวกเขาใช้ว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ รายละเอียดพวกนี้ค่อนข้างเปราะบางในแง่ของธุรกิจระดับเชนใหญ่ๆ เพราะต้องเป็นคนขยับคนแรก โดยที่รายอื่นๆ ก็จะตามมา

การระบาดใหญ่ทำให้เห็นได้ชัดถึงความสำคัญของสุขภาพและยังได้แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนต่างๆ ในระบบห่วงโซ่อาหารออกมาให้เราเห็นได้อย่างชัดเจน ความกังวลมากมายที่เรามีต่อสิ่งแวดล้อมชัดเจนมากขึ้น มลพิษและขยะพลาสติกในมหาสมุทรถือเป็นความกังวลหลักที่เกิดขึ้น (83%) ตามด้วยภาวะโลกร้อน (78%) ซึ่งนับเป็น 3 ใน 4 ของผู้บริโภคที่ทำแบบสำรวจใน 9 ประเทศ นำหน้าโดยความกังวลในเรื่องปัญหาขยะอาหาร (77%) และการเข้าถึงอาหาร (71%) ยิ่งไปกว่านั้น เกือบครึ่งของประชากรทั่วโลก(49%) ยังตระหนักว่า ทุกการตัดสินใจของพวกเขาในชีวิตล้วนส่งผลส่งกระทบผลต่อสิ่งแวดล้อม

ความกังวลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีมากขึ้น โดยที่ 49% ของผู้คนทั่วโลกได้ตระหนักถึงผลกระทบที่ทางเลือกในชีวิตประจำวันมีผลต่อสิ่งแวดล้อม และเกือบ 3 ใน 4 ตระหนักถึงความจำเป็นในการลงมือทำในตอนนี้เพื่อประโยชน์ของคนรุ่นต่อไปในอนาคต

สำหรับโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ผู้บริโภคมองหาผู้ประกอบการที่จะช่วยนำและส่งเสริมนิสัยรูปแบบใหม่เหล่านี้ให้กับพวกเขาได้อย่างยั่งยืน โดยกว่า 1 ใน 3 ของผู้ทำแบบสำรวจ (35%) จะเลือกแบรนด์จากข้อมูลรับรองด้านความยั่งยืนมากกว่าในช่วงก่อนเกิดการระบาดใหญ่ ในขณะที่ 1 ใน 2  (50%) กล่าวว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่บรรจุภัณฑ์อาหารจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 61% คาดหวังให้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มก้าวมาเป็นผู้นำในการหาแนวทางโซลูชั่นอันยั่งยืน

บ้านคือที่สำหรับทุกกิจกรรมในการใช้ชีวิต เมื่อใช้เวลาอยู่บ้านมากกว่าที่เคย พฤติกรรมที่ต่างไปคือทานอาหารในบ้าน ทำทานเอง หรือสั่งฟู้ด ดิลิเวอรี่ เราจะเห็น “ร่องรอย” ของขยะที่เราสร้างขึ้นมาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

ในการแก้ปัญหานี้ ผู้บริโภคเลือกเปลี่ยนการใช้ชีวิตในแต่ละวันของตัวเอง เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์รอบตัวที่เกิดขึ้น มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้บริโภค (55%) มีความรอบคอบในการเลือกซื้ออาหารมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการทิ้งและสร้างขยะอาหาร ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่ง (46%) ชี้ว่า ตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ พวกเขาพยายามคัดแยกขยะ ไม่ว่าจะเป็นกล่องกระดาษ แก้ว หรือพลาสติก เพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างเหมาะสมต่อไป 1 ใน 2 (50%) บอกว่า พวกเขาจะหันมารีไซเคิลให้มากขึ้นในปีหน้า เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะช่วยแก้ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

เมื่อความอัดอั้นระเบิดออกมา จากรายงานพบว่าการทำกิจกรรม “ร่วมกันนอกบ้าน” เพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ และผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อของจากผู้ประกอบการท้องถิ่นและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากในประเทศซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นระหว่างสิ่งแวดล้อมและสังคม นอกเหนือจากครอบครัวและเพื่อนฝูงแล้ว ทุกคนยังพยายามที่จะสร้างสังคมใหม่ร่วมกันโดยเกือบ 1 ใน 3 (32%) ร่วมผลักดันให้ชุมชนของพวกเขาหันมาลดขยะกันอย่างเต็มที่

ผู้คนเร่งมองหาหนทางที่จะเปลี่ยนความเปราะบางที่เกิดขึ้นในชีวิตให้เป็นความยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับโลก เหมาะสมกับเรา ซึ่งหมายถึงทำให้สุขภาพร่างกายและจิตใจของพวกเขาดีขึ้นผ่านการเลือกสรรอาหารและวัตถุดิบต่างๆ สิ่งที่ชัดเจนก็คือผู้บริโภคกำลังหันมาเริ่มจากตัวพวกเขาเองเพื่อสร้างอนาคตที่มีความยั่งยืนมากขึ้น และคาดหวังว่าบริษัทต่างๆ จะเลือกทำแบบเดียวกัน รวมถึงช่วยให้พวกเขาสามารถทำภารกิจเพื่อโลกใบนี้ได้สำเร็จลุล่วง

เทรนด์โลกรวมถึงไทยที่เห็นได้ชัดถึงความสนใจของผู้คนในเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ขยะ ทุกคนต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยเริ่มง่ายๆ จากการลดขยะในชีวิตประจำวัน เรียนรู้วิธีจัดการขยะอย่างเป็นระบบ ดูแลสิ่งแวดล้อม และสุขภาพจากการป้องกันที่เริ่มจากตัวเอง เรียนรู้และสร้างความคุ้นเคยกับ วิถีใหม่ นิสัยการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่อาจจะกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมไปในที่สุด

สนใจอ่านรายงานฉบับเต็มของ “เต็ดตรา แพ้ค อินเด็กซ์ 2564” ได้ที่ https://www.tetrapak.com/insights/tetra-pak-index/tetra-pak-index2021

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.