17,656
VIEWS

LEGO SERIOUS PLAY จากของเล่นเด็กสู่เครื่องมือพัฒนาธุรกิจ

Nov 27, 2021 S.Vutikorn

เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักแบรนด์ของเล่นชื่อดังของโลกอย่าง LEGO…

และก็เชื่ออีกว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยเล่น LEGO มาก่อน...

แต่วันนี้เราจะมาทำความรู้จัก LEGO SERIOUS PLAY ผ่าน Facilitator คนไทย ซึ่งในประเทศไทยมีคนที่สามารถเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อยู่ไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นก็คือ ณฤดี คริสธานินทร์ CEO & Principal Facilitator with LEGO® SERIOUS PLAY® Method บริษัท Eureka Global

 

LEGO SERIOUS PLAY คืออะไร แตกต่างจาก LEGO ที่คนทั่วโลกคุ้นเคยอย่างไร?

ณฤดี อธิบายว่า LEGO Group เป็นแบรนด์ผู้ผลิตของเล่นเสริมทักษะที่ก่อตั้งขึ้นมา 89 ปีแล้ว จนมาถึงช่วงปลายของยุค 90’s LEGO ได้รับผลกระทบจากการเทคโนโลยีที่เข้ามา Disruption ในของตลาดของเล่นจากเกมคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย

การได้รับความนิยมของเกมคอนโซลทำให้เด็กทั่วโลกเปลี่ยนกระบวนการเล่น เปลี่ยนกระบวนการ Engagement จากที่ LEGO เคยเป็น Top Brand ในตลาดของเล่น เมื่อเด็กเปลี่ยนไป Engage กับหน้าจอแทน ทำให้ยอดขายของ LEGO ลดลง Mr.Kjeld Kirk Kristiansen CEO ของ LEGO Group ในสมัยนั้นจึงหาทางที่จะเปลี่ยนวิธีการคิดกลยุทธ์ในองค์กร

“Mr.Kjeld Kirk Kristiansen เชื่อว่าพนักงานส่วนใหญ่มีความสามารถ แต่เวลามาประชุมทุกครั้งก็มักจะได้ความคิดแบบเดิมๆ หรือว่าเป็น Incremental Improvement ซึ่งไม่ใช่เป็นความคิดที่จะช่วยให้ LEGO สามารถสู้กับการที่ตลาดของเล่นกำลังถูก Disrupt ได้ จน Mr.Kjeld มีโอกาสได้ไปเข้าอบรมหลักสูตรผู้นำที่ IMD Business School ที่ Lausanne และได้ตั้งคำถามกับ Professor ว่ามีวิธีการอะไรที่จะสามารถเปลี่ยนวิธีการคิดกลยุทธ์ในองค์กรได้

คำตอบที่ได้รับก็คือ ในเมื่อ LEGO มีของเล่นอยู่ในมือ ทำไมไม่ลองเอา LEGO มาใช้ในห้องประชุมบอร์ด ซึ่งเป็นคำตอบที่เปรียบได้กับการที่มีเหรียญไหลลงมาจากฟากฟ้าเพราะสามารถเปลี่ยนวิธีคิดขององค์กรได้เป็นอย่างมาก”

หลังจากวันนั้น LEGO ที่เคยเป็นแค่ของเล่นเด็กก็ถูกเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานให้กลายเป็นเครื่องมือในการช่วยคิดกลยุทธ์และเปลี่ยนวิธีการทำงานในเชิงธุรกิจ LEGO Group มีการตั้งทีมงานเล็กๆ ในองค์กรแล้วก็ลองคิดค้นกระบวนการที่ชื่อว่า LEGO SERIOUS PLAY ขึ้นมาเพื่อใช้ในการวางกลยุทธ์ภายในองค์กร

“Mr.Kjeld มองว่าจะทำอย่างไรให้ LEGO คิดกลยุทธ์ได้โดย Build จากตัวตนของเรา หมายความว่า LEGO จะไม่ลืมว่า Core หรือแก่นขององค์กรคืออะไร LEGO จะไม่เป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็น โดยมองไปที่แกนกลางไม่ใช่ไปเกาะอยู่ตรง Product เช่น ถ้าคุณเป็นเสือ คุณก็จะต้องรู้ตัวก่อนว่าคุณเป็นเสือ คุณจะล่าแบบไหน ไม่ใช่คุณเป็นหมูแต่คุณนึกว่าคุณเป็นเสือก็ตาย ถ้าเป็นหมูก็ต้องรู้ตัวว่าคุณจะต้องหลบ เพราะฉะนั้นเหมือนคุณจะต้องรู้ตัวก่อนว่าตกลงคุณคือใคร”

หลักคิดของ LEGO SERIOUS PLAY คือทำอย่างไรที่จะช่วยให้ทีมงานสามารถแก้ปัญหาอะไรบางอย่างที่เป็นปัญหาจริงๆ หรือว่า Create Value อะไรบางอย่างร่วมกัน

“Power of Play เวลาเราเล่นเกมหรือเล่นอะไร เราทุกคนถือว่ามีความสำคัญเท่ากัน เหมือนเราเล่นไพ่กันแล้วมีคนลุกออกจากโต๊ะไปทำธุระ ที่เหลือก็จะต้องรอ เพราะฉะนั้น LEGO SERIOUS PLAY จะมีหลักคิดที่มีหลายแนวทาง แต่มีสึ่งหนึ่งที่ชอบมากคือ Remember the Lonely Guy ในทุกๆ องค์กร หรือในทุกๆ กลุ่มของแผนก ของครอบครัวก็มักจะมีคนที่เป็น Lonely Guy ในบางแง่มุม เช่น อาจจะเป็นคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ หรืออาจจะเป็น CEO ก็ได้ที่ไม่สามารถเล่า Creature อะไรบางอย่างที่ตัวเองมีอยู่ได้ทั้งหมดให้กับคนในองค์กร หรืออาจจะเป็นผู้หญิงคนเดียวที่อยู่เป็น Leader อยู่ในนั้นก็ได้ หรือมันอาจจะเป็นความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครสนใจ เหมือนกับว่าฉันอยู่ตรงนั้นแต่ไม่มีใครได้ยินฉัน”

LEGO SERIOUS PLAY ถูกใช้ในองค์กรมาพักใหญ่และหยุดธุรกิจไปจนกระทั่งMr.Robert Rasmussen และMr. Per Kristiansen อดีตผู้บริหารที่ดูแล LEGO SERIOUS PLAYได้ก่อตั้งAssociation of Master Trainers in LEGO SERIOUS PLAYMethodขึ้นมาและทำงานร่วมกับLEGO Foundation เพื่อทำหน้าที่สร้างFacilitator โดยใช้ผลิตภัณฑ์จากLEGO Group 

ณฤดีไปเจอกับ LEGO SERIOUS PLAYMethodได้อย่างไร?

ครั้งหนึ่งณฤดีเคยมีโอกาสไปช่วยองค์กรที่เป็นบริษัทที่ปรึกษาข้ามชาติFacilitate ให้ลูกค้าโดยมีGimmick คือใช้LEGO ให้ลูกค้าได้ลองเล่นในเวลาสั้นๆไม่ได้เน้นแบบลงลึกมากแต่ส่วนตัวมองว่าหลักการนี้มีPotential จึงตัดสินใจไปอบรมกับMr.Per Kristiansen ผู้เขียนหนังสือBuilding a Better Business Using the Lego Serious Play Methodร่วมกับ Mr.Robert Rasmussenจนได้เป็นFacilitator เพื่อนำกระบวนการมาประยุกต์ใช้กับหลักสูตรอบรมผู้บริหารในประเทศไทย

พบว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการนำ LEGO SERIOUS PLAY เข้าไปฝึกอบรมให้กับหลายองค์กร ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรได้จริงในหลายด้าน

ถ้าจะถามว่าหัวใจสำคัญของ LEGO SERIOUS PLAY คืออะไร และคนที่เข้ามา Workshop จะได้รับประโยชน์จากหลักสูตรนี้มาก-น้อยเพียงใด คุณณฤดี อธิบายว่า สิ่งแรกคือคนที่อยู่ใน Workshop จะต้องฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพื่อตัดสินคนอื่น

“เราอาจจะไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนคนอื่น หรือคนอื่นอาจจะไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนเรา แต่เราอยากรู้ว่าทำไมเขาถึงคิดอย่างงั้น จากมุมของเขาไม่ใช่จากมุมของเรา อันที่ 2 ก็คือเราอยากให้ฟังด้วยตา เพราะหลายๆ ครั้งเวลาเราฟังด้วยตา เราจะได้มากกว่าแค่ Content แต่เราจะจดจำเรื่องราวของโมเดลของอีกคนหนึ่งได้ ซึ่งทำให้เราเรียนรู้และสามารถต่อยอดจากความคิดของเขาได้จริงๆ ไม่ใช่แค่รอแต่จะพูด หรือคิด Recycle แต่ความรู้เก่าๆ ของเรา เพราะกระบวนการ LEGO SERIOUS PLAY คือกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการฟังด้วยตา

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ เชื่อมือตัวเอง เพราะว่าเวลาที่เราต่อ LEGO เป็นเวลาที่เราคิดโดยไม่รู้ตัว มันเป็นการคิดที่ลึกกว่าการคิดด้วยการใช้สมอง แต่มันมีทั้งจิตปัญญา มันมีอะไรที่บางคนอาจจะเรียกว่า Spiritual แต่มันคือ Scientific อย่างหนึ่ง คือการเชื่อมโยงความคิด จิตใจ ความรู้สึกเข้าร่วมกัน ดังนั้นเวลาคิด มันเป็นเวลาที่เราต้องรู้สึกจริงๆ อยู่กับปัจจุบัน คิดด้วยมือ เชื่อมือตัวเอง ตอนสุดท้ายก็คือ เป็นเวลาที่เราอยู่กับปัจจุบันจริงๆ สมองเราจะคิดเรื่องที่ไม่ใช่แค่ Creative เราสามารถคิดอะไรที่เหมือนปิ๊งอะไรขึ้นมาได้โดยที่เราไม่ได้โดน Distract แล้วเวลาที่เราอยู่กับปัจจุบันแล้วฟังเรื่องอะไรของใคร เราก็จะสามารถเชื่อมโยงความคิดเข้ากับเขาได้ เพราะฉะนั้นการอยู่กับปัจจุบัน เราจะจำเรื่องของเขาได้หมด”

ถ้าฝั่งซ้ายคือวิทยาศาสตร์ ฝั่งขวาคือศิลปะ LEGO SERIOUS PLAY อยู่ฝั่งไหน?

ณฤดี อธิบายข้อสงสัยนี้ว่า LEGO SERIOUS PLAY คาบเกี่ยวกับทั้ง 2 อย่าง กล่าวคือ ในเชิงวิทยาศาสตร์มือกับสมองเราเชื่อมโยงกัน การ Connect เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ หลักการทำงานของสมอง การที่คนเรามองเห็นเป็น Stimulus เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องใช้หลักจิตวิทยาซึ่งเป็นศิลปะเข้ามาดึงศักยภาพของคนออกมา

“มนุษย์หรือผู้บริหารหรือผู้คนที่เข้ามาร่วม Workshop แต่ละคนจะรู้สึกไม่เหมือนกันเวลาเห็น LEGO บางคนอาจจะไม่ชอบ LEGO เพราะเพิ่งเหยียบ LEGO เมื่อวานนี้ หรือเบื่อมากที่ต้องคอยเก็บให้ลูกตลอด หรือแบบฉันเป็น CFO ไม่ Creative เลย Workshop วันนี้ฉันต้องแย่แน่ๆ ขณะที่บางคนรู้สึกว่าเยี่ยมเลย วันนี้จะเป็นวันที่แบบสุดยอดเพราะว่าฉันต่อ LEGO มาแล้วทุกวัน ซึ่งกระบวนการ LEGO SERIOUS PLAY ไม่ได้เป็นการต่อแบบสิ่งที่จับต้องได้ ก็คือต้องมาเรียงใหม่กันหมด

เพราะฉะนั้น Facilitator ก็จะต้องเข้าใจตรงนี้ว่า Respect State ของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน แล้วค่อยๆ พาเขาให้อยู่ใน Flow เดียวกัน สำหรับบางคนนี่แบบต่อจนเบื่อ สำหรับบางคนนี่หัว ตัว ขา อยู่ไหน Facilitator ต้องพาทุกคนเข้ามาด้วยกัน ในฐานะ Facilitator เหมือนเราต้อง Dance กับ Workshop Participant ในขณะที่แต่ละคนกำลังเดินทางทางความคิดร่วมกัน”

 

ทลายกำแพงที่ขวางกั้น...

ณฤดี อธิบายเพิ่มเติมว่า จากการที่มีโอกาสได้ไปคลุกคลีกับผู้บริหารระดับสูงหลายองค์กร ทำให้รับรู้ว่าหนึ่งในปัญหาที่ทำให้องค์กรขยับตัวได้ช้าก็คือ หลายคนความปรารถนาที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่อาจจะยังไม่กล้าหาญพอที่จะลงมา Challenge ความคิดของตัวเอง แล้วก็ไม่กล้าหาญพอที่จะบอกข่าวร้ายกับคนในองค์กร ข่าวร้ายนี้คืออะไรก็คือเราทุกคนเป็นเจ้าของปัญหานี้ร่วมกัน เพราะฉะนั้นเราทุกคนจะต้องแก้มันด้วยกัน ไม่ใช่มาฝากให้ผู้บริหารแก้อย่างเดียว

“เรามักจะได้ยินผู้บริหารบอกว่า โอ๊ย...ปัญหานี้ เราคุยกันมาไม่รู้กี่รอบแล้ว เราก็พูดแต่ปัญหาเดิมๆ แสดงว่านั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่าปัญหาที่กำลังเจอเป็น Adaptive Challenge ที่เป็นความท้าทายอย่างเป็นระบบ หรือ Systemic Challenge เพราะคุณกำลังเจอ Pattern ของปัญหาที่มักจะวนกลับมาที่เดิม เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้วงจรตรงนี้ให้สำเร็จ จะต้องกลับไปดูว่าวิธีคิดของคนในองค์กรว่าเป็นอย่างไรในปัจจุบัน ถ้าบอกว่างานล้นมือมากทำอะไรไม่ทัน อาจจะต้องมองไปใต้ข้างล่าง อาจจะมีวิธีคิดแบบกลัวผิด เสียหน้าไม่ได้อะไรแบบนี้ เป็นต้น

เราต้องถามคำถามว่าอะไรที่ทำให้เกิดปัญหานี้ วิธีคิดแบบไหนของคนในองค์กรที่ทำให้เกิดปัญหา บางทีเราเรียกว่า Gap ของผู้บริหารซึ่งเป็นกับมนุษย์ทั่วโลก โดยธรรมชาติบางทีเราเห็นปัญหา เราก็แบบว่าบ่นๆๆ แต่ไม่ได้มองว่าเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา พอเรายังไม่ได้มองว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา Solution ก็เลยยังไม่เกิด เพราะคิดว่าฉันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Solution”

ณฤดี กล่าวว่า LEGO SERIOUS PLAY จะได้ผลไม่เต็มร้อยถ้าคนที่เข้า Workshop มีธงอยู่แล้วในใจ หรือมักจะคิดว่ามีคำตอบเดียวที่ถูกต้อง

“ส่วนใหญ่มนุษย์มักจะเริ่มต้นแบบนี้ เราจะเริ่มเรียนรู้โดยที่เราไม่ได้นึกว่าเรา Fail Fast ด้วยซ้ำ เราไม่ได้ Fail Fast Learn Fast ไม่กล้าพูดกล้าบอกอะไรบางอย่างที่เป็นความต้องการ หรือเป็นความท้าทายให้คนในทีมได้รับฟัง เป็นธรรมชาติของคนที่จะคำตอบในใจ แต่กระบวนการ LEGO SERIOUS PLAY ทำให้คนเริ่มเห็นว่ามันก็มีธงอื่นๆ มีมุมมองอื่นๆ และทุกคนอยากให้องค์กรดี อยากให้เห็นความสำเร็จเหมือนกัน พอเขาเริ่มเห็นว่ามันมีการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีกมาก แล้วการที่เขากลัวพลาด ถ้าเขาได้เรียนจากหลายๆ มุม ความผิดพลาดก็จะน้อยลงไปอีก เราจะไม่มาตัดสินคนจากคนนี้สร้างโมเดลทรงนี้ตลอดเลย คนนี้เลือกสีขาวหมดเลยจะมีความหมายอะไรไหม เราจะไม่ตัดสินแบบนี้ เพราะตรงนี้เป็นเรื่องราวของเขาที่เขาจะเล่าให้ฟัง เราจะไม่ใช้การวิเคราะห์ทางจิตวิทยาว่า ใครเป็นอย่างไรจากวิธีการสร้าง LEGO ของเขา เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มวิเคราะห์ คนๆ นั้นจะรู้สึกไม่ปลอดภัย และเขาจะเล่นเพื่อให้คนอื่นดู ซึ่งจะทำให้ Agenda มันโยกไปหมด

อยากจะบอกว่าไม่ใช่ทุกอย่างที่สามารถวัดได้เป็นตัวเลขสิ่งที่มีคุณค่ามันเป็นแค่ความแตกต่างมันไม่ใช่แค่ว่าใครเก่งกว่าใครยิ่งถ้าเป็นคนระดับผู้บริหารไม่มีใครสอนเขาได้นอกจากตัวเองดังนั้นหน้าที่ของเราในห้องคือกระจายความรู้ของเขาออกมาเราสวมหมวกเป็นFacilitator ถึงแม้บางเรื่องเราอาจจะรู้แต่เราจะเข้าไปแบบคนไม่รู้แล้วเราจะเชื่อว่าทุกคนในห้องมีคำตอบเพราะเขาอยู่องค์กรนี้เขาเป็นเจ้าของ System เขาจะรู้ดีที่สุดมันมี Layer ของ Complexity อีกเยอะมากที่เราไม่รู้”
 

ณฤดี ย้ำว่าหน้าที่ของ Facilitator ไม่ได้ทำ Team Building เพราะ LEGO SERIOUS PL0AY ไม่ใช่ Team Building แต่จะทำหน้าที่สร้างความไว้วางใจในทีม ในองค์กร หรือแม้กระทั่งในครอบครัวให้มีมากขึ้น

“LEGO SERIOUS PLAY เป็น Team Development หลายๆ Workshop เราเห็นที่ว่าคนเข้าอบรมรู้สึก Powerful กับ Outcome ทางความคิดที่ว่า Direction ที่ต้องการจะไป มีอยู่เคสหนึ่งมีโอกาสได้เข้าไปทำเรื่องของ Legacy ให้ครอบครัวที่อยู่มานานแล้วก็มีธุรกิจใหญ่ๆ ในหลายๆ อุตสาหกรรม ซึ่งต้องการปรับปรุงธรรมนูญของตระกูลที่ก็ถูกคิดโดยคนรุ่นหนึ่งให้เข้ากับยุคปัจจุบันที่มีคนในครอบครัวเป็น 100 คน เพราะมีถึง 4 Generation

ซึ่ง Workshop ก็มีตัวแทนในแต่ละ Generation เข้าร่วม ซึ่งปกติบาง Generation จะไม่กล้าพูด แต่พอมี LEGO SERIOUS PLAY ก็ทำให้หลายคนกล้าเล่าทำให้แต่ละคนเห็นร่องความคิดของอีกคนหนึ่ง โดยที่ไม่ต้องมองว่าจะต้องรอให้ท่านที่อาวุโสสุดพูดก่อน อันนี้ก็เป็นหนึ่งใน Workshop ที่ Powerful แล้วก็มันก็มีอีกหลาย Workshop ที่มัน Powerful เพราะว่าลูกค้าก็ Refer ไปเรื่อยๆ จากองค์กรนั้นไปองค์กรนี้ จนเรามีการไปทำ Workshop ในต่างประเทศ ไปถึงฮ่องกงก็ยังมี”

จาก Toy สู่ Tools

หลายครั้งที่ ณฤดี ถูกเรียกไปทำ Workshop เพื่อที่จะหา Scenario ใหม่ๆ ในการ Transformation ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายที่ทุกองค์กรต้องเจอ

“ตอนนี้ Challenge เรื่องของ Transformation องค์กร หรือเรื่องของ Leadership เป็น Adaptive Challenge ไม่ใช่ Technical Challenge การจัด Training ไม่ได้แก้ปัญหา เพราะ Adaptive ต้องอาศัยการเรียนรู้ ทดลอง คิดจากทุกๆ มุมร่วมกัน ต้องอาศัย Empathy ต้องสามารถยอมความจริงที่ 1,2,3 หลายครั้งที่องค์กรมักจะคิดว่าการ Transformation คือการที่บริษัทต้องซื้อโปรแกรมเพื่อเอามาทำ Digital Transformation เพราะเราจะต้อง Go Digital เราก็ Invest ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่การที่จะ Transformation ให้สำเร็จจริงๆ มันต้องกล้าที่จะลงไปใต้ภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งเป็นเรื่อง Culture เป็นเรื่องวิธีคิด เป็นเรื่องของการให้คุณค่าของคนในองค์กร ถ้าตรงนี้ยังไม่ได้รับการจูน แก้ไข หรือการปรับให้เข้ากับ Context ใหม่ก็ลำบาก

ดังนั้นการจะแก้ตรงนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญของผู้บริหารที่จะ Challenge ตัวเองก่อน เพราะหลายๆ องค์กร วัฒนธรรมหรือวิธีคิดส่วนหนึ่งก็มาจากตัวผู้บริหารว่ามีพฤติกรรมอย่างไร หรือว่าให้คุณค่ากับเรื่องไหน มีวิธีการชมหรือ Recognize หรือไม่ Recognize คนอย่างไร ผู้บริหารบอกว่าอยากทำองค์กรให้ Flat แต่ยังใช้ลิฟต์ส่วนตัวหรือไม่ ผู้บริหารยังเป็นคนที่พูดเยอะที่สุดในห้องประชุมอยู่หรือเปล่า ผู้บริหารยังตัดสินคนอื่นในห้องประชุมหรือเปล่า ถ้าเราบอก Agile แต่เราเอามาแต่วิธีการ เราไม่ได้เอา Mindset มา Agile ก็ไม่เกิด และจะกลาย เป็นยาขมขององค์กร เราบอกเอา Design Thinking มาใช้ แต่เอามาใช้แค่วิธีการ แต่ไม่ยอมรับวิธีคิดของคนอื่น  Design Thinking ก็ไม่เกิด มันก็เป็นแค่ Classroom”

ณฤดี อธิบายเพิ่มเติมว่า วิธีคิดของ LEGO SERIOUS PLAY กับ Design Thinking มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือเป็น Human Center ซึ่งหลายครั้งต้องทำคู่กัน โดยบางครั้งก่อนที่จะ Design Thinking สำหรับองค์กรก็จะทำ LEGO SERIOUS PLAY ก่อน เพื่อ Scope ว่าเป็นหน้าที่เราจะไปหาใน Design Thinking

ทุกวันนี้ความท้าทายในการเป็น Facilitator ของ ณฤดี ก็คือการตีโจทย์ความต้องการขององค์กรให้ออก โดยเฉพาะกับสิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็งให้ชัดเจน เพื่อตีโจทย์เป็นรูปแบบการ Facilitate ในทุกครั้ง

“ในการ Facilitate ทุกคนที่เข้ามาในห้อง บางคนตั้งตารอเลยว่าวันนี้จะมา Workshop บางคนบอกตายแน่ๆ ฉันไม่มีความคิดสร้างสรรค์เลย ฉันจะรอดไหมเนี่ย บางคนต้องยกเลิก 2 ประชุมเพื่อที่จะมาอยู่ตรงนี้ บางคนติด CHAT มาก แต่วันนี้จะต้องอยู่กับปัจจุบัน ไม่ได้มาเล่นมือถือ เพราะฉะนั้นมันเป็นความท้าทายของการคิดที่จะทำยังไงให้คนที่อยู่ตรงหน้าค่อยๆ จูนเข้ามา แล้วอยู่กับปัจจุบัน เพื่อหาทางแก้ปัญหาของเขาจริงๆ ค่อยๆ ไปด้วยกัน ใน Workshop เราแทบจะเหมือนสร้าง Culture ใหม่ในการประชุม เราต้องทำให้ทุกคนไม่ได้สนุกจากการเล่น LEGO  แต่ต้องสนุกจากการได้ยิน ได้เรียนรู้มุมอื่นๆ ของคนอื่น แล้วก็ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ของตัวเอง หรือมุมมองเก่าแต่ลึกขึ้นของตัวเอง ความสนุกของ LEGO SERIOUS PLAY อยู่ตรงนั้น

เพราะฉะนั้นใน Workshop มันจะไม่ใช่สนุกแบบเฮฮา แต่จะเป็น Serious Play คือเล่นเพื่อเรื่องซีเรียส เพื่อให้ได้คำตอบอะไรบางอย่าง เราไม่ได้มาเล่นเพราะวันนี้เราเครียดกันมากแล้วเรามาสนุกกันดีกว่า”

สุดท้าย ณฤดี ย้ำว่า LEGO SERIOUS PLAY เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยให้องค์กรมองภาพอนาคต วิสัยทัศน์ของทีม หรือว่า Purpose ของทีมไปจนถึง Purpose องค์กร เพราะจะช่วยสกัดเอาแก่นไอเดีย เช่น เหตุผลของการดำรงอยู่ของทีมหรือองค์กรนั้นออกมา

“อย่างเวลาเราพูดถึง Soft Skill มันไม่ได้หมายความว่ามีความสำคัญน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ หรือเวลาเราพูดถึง Purpose ซึ่งตอนนี้ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญกับ Purpose ไม่ใช่ Marketing Word หรือไม่ใช่ Advertising Slogan แต่มันหมายถึงจิตวิญญาณขององค์กรนั้นจริงๆ ว่าทำไมองค์กรนั้นยังธำรงอยู่ ถามว่าคุณค่าแบบนี้วัดได้หรือไม่ มันวัดไม่ได้ แต่เข็มทิศนี้มันมีคุณค่ามากๆ ในการตัดสินใจ เวลาเราเลือกที่จะทำอะไร หรือเลือกที่จะไม่ทำอะไร ในฐานะผู้นำองค์กร เราดูแลลูกน้องอย่างไรมันก็สะท้อนมาจาก Purpose ขององค์กร ถามว่า Purpose วัดได้แบบยอด ขายหรือไม่ก็ไม่ใช่ แต่ถ้าพนักงานคนหนึ่งชีวิตเขาเปลี่ยนไปเวลาทำงานกับองค์กรเรา ตรงนี้ก็เป็นคุณค่าอีกแบบหนึ่ง

ตอนนี้เราทุกคนกำลังก้าวผ่านไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Next Normal เราเชื่อว่าประเทศไทย และองค์กรสามารถเขียนแผนที่ใหม่ให้ตัวเองได้ โดยที่เราเริ่มจากวิธีคิด เราจะต้องกลับไปซื่อสัตย์และกล้าหาญกับสิ่งที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง เช่น วัฒนธรรม, วิธีคิด, คุณค่า ฯลฯ เราเลือกได้ว่าเราจะเก็บอะไรไว้ และบางอย่างเราก็บอกว่าขอบคุณนะแล้วเราก็วางไว้ตรงนั้นได้ ไม่ต้องยึดติดอีกต่อไป เพื่อ Move On ถ้าเรากล้าที่จะยอมรับความจริงจะสามารถมองจากหลายๆ มุม และทำให้เราแก้ปัญหาที่เราเจออยู่บ่อยๆ ได้”

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.