3,413
VIEWS

“SCG” ความไว้ใจจากรุ่นสู่รุ่น คือบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งองค์กร

Dec 16, 2021 -None-

การเป็นองค์กรขนาดใหญ่ และอยู่ในธุรกิจวัสดุก่อสร้างมานานถึง 108 ปีย่อมทำให้ SCG” เป็นที่รู้จักของผู้บริโภค แต่อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการเป็นองค์กรที่คนส่วนใหญ่ให้ความไว้วางใจและชื่นชอบ กระทั่งส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น สะท้อนได้จากรางวัล 2021 Thailand’s Most Admired Company ในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง

คุณนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี กล่าวว่า ความชื่นชอบที่ผู้บริโภคมีต่อ SCG นั้นมาจากประสบการณ์การใช้สินค้าและรับบริการจากพนักขายหน้าร้าน ตลอดจนสิ่งที่ผู้บริโภคสัมผัสได้จากการช่วยเหลือด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของ SCG 

“เพราะเราใช้งบการตลาดและโฆษณาน้อยมากในแต่ละปี แต่มุ่งนำงบส่วนใหญ่ไปลงทุนใน R&D เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่สร้างความแตกต่างจากตลาดและตอบโจทย์ความต้องการใหม่ๆ ของผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็น Core Strategy ที่ทำให้ SCG แข็งแกร่งจนถึงทุกวันนี้”

ในเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและยอมรับ SCG ในฐานะผู้คิดค้นนวัตกรรมต่างๆ เป็นผลมาจากการที่ SCG ทุ่มเทอย่างหนักในเรื่องของ Innovation และเป็นผู้บุกเบิกเรื่องนี้อย่างจริงจังเมื่อ 15 ปีที่แล้ว กระทั่งต่อมาได้ขยายความร่วมมือในการคิดค้นนวัตกรรมให้กว้างขวางและรวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านกลยุทธ์ Open Innovation กับสถาบันการศึกษา สถาบัน วิจัยทั้งในและต่างประเทศ และฮับแห่งเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างซิลิคอนวัลเลย์ รวมไปถึงตั้งกองทุนในรูปแบบ Corporate Venture Capital (CVC) ภายใต้ชื่อ AddVentures ตั้งแต่ปี 2560

ทั้งนี้กองทุน AddVentures จะมุ่งหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะในส่วนของสตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐานและเป็นธุรกิจที่มีโอกาสจะเกิด Synergy กับธุรกิจในเครือ SCG นอกจากนี้ยังมี VC เฉพาะที่ลงลึกในเรื่องวัสดุก่อสร้างและที่อยู่อาศัย

คุณนิธิ ยกตัวอย่างการลงทุนใน DeepTech ที่เริ่มออกสู่ตลาด เช่น การนำเทคโนโลยีฆ่าเชื้อโรคในอากาศจาก บริษัท Plasma Air International Inc. สหรัฐอเมริกาเข้าไปในระบบท่อส่งอากาศห้องไอซียูที่ SCG ผลิตเพื่อส่งมอบไปยังโรงพยาบาลต่างๆ กว่าหลายร้อยแห่งในช่วงโควิด-19 เพื่อสร้างความปลอดภัยต่อสุขภาพลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ซึ่งต่อมาได้นำมาให้บริการในเชิงพาณิชย์กับลูกค้ากลุ่มอาคาร หรือการนำเทคโนโลยีการประหยัดพลังงานจากบริษัท enVerid Systems Inc. Startup สัญชาติอิสราเอล มาใช้ในระบบการบริหารจัดการพลังงานภายในอาคาร

ในขณะที่เทคโนโลยีด้านดิจิทัลถูกนำมาพัฒนาธุรกิจรีเทลภายใต้ชื่อ SCG HOME ตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึกของลูกค้าผ่านสินค้าและบริการตั้งแต่การสร้าง ปรับปรุง ต่อเติม ซ่อมแซม ตกแต่ง จนถึงการอยู่อาศัยภายในบ้าน ในช่องทางหลากหลายแบบ Omni-channel เป็นซูเปอร์แพลตฟอร์มที่ช่วยเชื่อมต่อทุกขั้นตอนทั้ง Physical Store และ Online Store

“ผมคิดว่าที่สำคัญของนวัตกรรมอยู่ที่ว่าคิดค้นทำออกมาแล้วมีคนซื้อหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็เป็นสิ่งประดิษฐ์แต่ถ้ามีคนซื้อเพราะตอบโจทย์ความต้องการของเขาได้จริงนั่นคือนวัตกรรม ซึ่งนวัตกรรมที่เรามุ่งเน้นต้องสามารถ  Scale Up  และผลิตออกมาในเชิงพาณิชย์ได้ พูดง่ายๆ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคใช้อยู่ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว”

ในอีกทางหนึ่งการคิดค้นและบุกเบิกสินค้าและบริการใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ยังสะท้อนเห็นได้ว่าการเป็นองค์กรขนาดใหญ่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนองคาพยพ และสามารถปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที

คุณนิธิ เอ่ยถึงเคล็ดลับที่ทำให้ SCG ปรับตัวไวว่า มาจากการบริหารจัดการที่แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนระหว่าง Core Business ที่เป็นธุรกิจดั้งเดิม และ New Business โดยในส่วนของ Core Business นั้น SCG มีความเข้มแข็งด้านการผลิต การลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ จึงนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยเพิ่มการลดต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น

“ศัพท์ภายในเราเรียกว่า Industry 4.0 ขั้นแรกเราจะใช้ Process Improvement เพื่อลดขั้นตอนการทำงานก่อนจากนั้นจึงนำ Big Data มาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงลดเวลาการผลิต เพิ่มผลผลิต หรือลดการสูญเสีย ทำให้โรงงานผลิตของเรากลายเป็น Smart Factory และ Remote Factory แม้จะเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ก็สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น”

ในขณะที่ New Business จะมีวิธีการบริหารจัดการอีกแบบหนึ่ง เริ่มตั้งแต่การสรรหาพนักงานที่มีจิตวิญญาณ Entrepreneur-ship วางโครงสร้างการทำงานแบบ Agility พร้อมนำกระบวนการทำงาน Design Thinking มาใช้ทำให้รู้ความต้องการที่ซ่อนเร้นของผู้บริโภค พัฒนาสินค้าและบริการได้ตรงความต้องการอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี คุณนิธิ กล่าวถึงภาพความท้าทายที่อยู่เบื้องหน้าในการนำพาองค์กรให้เติบโตต่อไปในอนาคตว่า จะอยู่ที่ความสามารถในการจับเทรนด์วิถีใหม่ (New Normal) แล้วนำมาถอดรหัสเป็นสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคมองหา

“โควิด-19 เป็นวิกฤตที่ไม่มีใครเคยเจอมาก่อน และในช่วงที่การแพร่ระบาดเริ่มขึ้น ตอนนั้นดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ยังตั้งรับไม่ทัน และยังมองไม่เห็นทางออกที่ชัดเจน SCG จึงเริ่มจากการทำให้คนในองค์กรของเราเข้มแข็งก่อนเป็นอันดับแรก ให้ทุกคนมีความปลอดภัยในสุขภาพพอที่จะขับเคลื่อนธุรกิจให้เกิดความต่อเนื่อง เพราะเราคิดว่าเมื่อองค์กรเข้มแข็งแล้วก็จะสามารถเข้าไปดูแลสังคมให้เข้มแข็งต่อไปได้”

2 ปีจากสถานการณ์โควิด-19 พิสูจน์แล้วว่า SCG บรรลุเป้าหมายอย่างประสบความสำเร็จทั้ง 3 เรื่อง นั่นคือ พนักงานเข้มแข็ง บริษัทเข้มแข็ง และสังคมเข้มแข็ง จากการที่เข้าไปช่วยเหลือสังคมในหลากหลายมิติในช่วงที่ผ่านมา ดังนั้นนับจากนี้ไป SCG จึงก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งสเตป เพื่อทำให้องค์กรเข้มแข็งกว่าเดิม

“เราต้องมาดูว่าอะไรคือเทรนด์นับจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า โควิด-19 ส่งผลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมและทำให้เกิดวิถีใหม่ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ Concern เรื่องสุขภาพและสุขอนามัยมากขึ้น เราก็โฟกัสเจาะกลุ่มนี้มากขึ้นกว่าที่เราเคยทำ อีกเรื่องหนึ่ง คือประเด็นโลกร้อนและของเสียหรือขยะที่เพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด เราจึงต้องเตรียมรับมือกับทั้ง 2 เรื่องนี้ โดยเร่งดำเนินกลยุทธ์ตามแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) ด้วยการนำเสนอ สินค้าบริการที่ช่วยประหยัดพลังงาน เช่น หลังคาโซล่าร์เซลล์ ระบบที่ช่วยบริหารจัดการการใช้พลังงานในอาคาร หรือระบบการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่าง CPAC Green Solution พร้อมรองรับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และลดฝุ่น PM 2.5 รวมถึงรูปแบบการให้บริการที่สอดคล้องกับวิถี New Normal”

การไม่หยุดพัฒนา Core Business รวมถึงสร้างโอกาสใหม่ให้กับ New Business อย่างต่อเนื่องจะส่งเสริมให้ SCG มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น ซึ่งความเข้มแข็งนั้นจะถูกส่งต่อให้สังคมเข้มแข็งขึ้นเช่นกัน ®

 

TMAC2021

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.