“ธนาคารกรุงไทย” กับแนวทาง 2 Banking Model กลไกที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

Dec 23, 2021 -None-

2 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจนหลายคนตั้งรับไม่ทัน และถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแง่มุมต่างๆ ที่เห็นได้ชัดก็คือวิกฤตโควิด-19 ได้เร่งให้ทั่วโลกก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบโดยเฉพาะวงการการเงิน เราจึงเห็นผู้คนหันมาทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันแทนการเดินทางไปสาขาธนาคาร และลดการใช้เงินสดเพราะการกดเงินจ่ายผ่านแอปฯ ให้ความสะดวกและรวดเร็วกว่า และ e-Wallet ที่คนไทยใช้มากที่สุดก็คือ “เป๋าตัง”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการก้าวไปสู่สังคมไร้เงินสดซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุค 4.0 ในครั้งนี้ “ธนาคารกรุงไทย” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังให้คนไทยปรับตัวใช้ดิจิทัลแบงกิ้งในช่วงวิกฤตได้อย่างราบรื่น และนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กรุงไทยมีคะแนนการบริหารจัดการ (Management) สูงสุดในกลุ่มธนาคารจากผลสำรวจ Thailand’s Most Admired Company 2021 ของนิตยสาร BrandAge

คุณผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงให้หันไปใช้ช่องทางดิจิทัลทำธุรกรรมมากขึ้น โดยพบว่าจำนวนธุรกรรมที่ทำผ่านระบบ PromptPay เพิ่มสูงขึ้นถึง 107% ในปี 2563 เทียบกับปีก่อน ขณะที่ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2564 ก็ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องที่ 92% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สำหรับธนาคาร    กรุงไทย พบว่า ลูกค้ามุ่งสู่ช่องทางดิจิทัลมากอย่างเป็นนัยสำคัญ ใน 2 ปีที่ผ่านมาที่เกิดโควิด-19 ลูกค้าเดินเข้าสาขาน้อยลงถึงกว่า 40% ลูกค้าใช้ ATM ลดลงกว่าถึง 20% ในขณะที่ลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์ทางช่องทาง Krungthai Next เพิ่มขึ้นถึงกว่า 180%

ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงไทยได้นำโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องมาสนับสนุนระบบการลงทะเบียนของภาคประชาชน เพื่อรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยพัฒนาเว็บไซต์สำหรับการลงทะเบียนในโครงการภาครัฐ ทั้งโครงการเราไม่ทิ้งกัน เราเที่ยวด้วยกัน คนละครึ่ง เราชนะ ม.33 เรารักกัน และยิ่งใช้ยิ่งได้ โดยใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ซึ่งถูกพัฒนาโดย Infinitas by Krungthai ให้เป็น Thailand Open Digital  Platform เปิดกว้างสำหรับผู้ใช้งานทุกกลุ่ม แม้ไม่มีบัญชีเงินฝากของธนาคารกรุงไทย และแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” สำหรับร้านค้า ทำให้สามารถส่งต่อมาตรการของรัฐให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง ถูกฝาถูกตัว โปร่งใส และตรวจสอบได้ และทำให้ประชาชนทุกกลุ่มได้เรียนรู้และคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งานแอปฯ เป๋าตังมากกว่า 33 ล้านคน และมีผู้ใช้งานแอปฯ ถุงเงินมากกว่า 1.5 ล้านราย

“เรามีจัดทำแผนการตลาดและการสื่อสารของธนาคารจึงโฟกัสไปที่ประชาชนทุกกลุ่มเพื่อสร้างความเข้าใจและเข้าถึงมาตรการของภาครัฐที่ดำเนินการผ่านแอปฯ เป๋าตัง และแอปฯ ถุงเงิน โดยสื่อสารตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ การเปิดลงทะเบียนและการเข้าร่วมโครงการผ่านสื่อมวลชนทุกแขนง ทั้งหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ เว็บไซต์ โซเชียลมีเดียของธนาคาร รวมถึง Call Center

ธนาคารยังยกระดับเป๋าตังเชื่อมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ของลูกค้าและประชาชนในหลายด้าน เช่น ยกระดับแอปฯ เป๋าตังเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม “ฟู้ดดิลิเวอรี่” ซึ่งเป็นมิติใหม่ของการเชื่อมต่อแพลตฟอร์มพันธมิตรระดับชั้นนำของประเทศ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าประชาชนผู้ใช้งาน พร้อมสนับสนุนและช่วยเหลือร้านค้าขนาดเล็ก ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของการจ้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมออกแคมเปญทางการตลาดเพื่อช่วยเหลือลูกค้า อาทิ แคมเปญ #ร้านข้างทางต้องอยู่ข้างกัน โดยรวมของอร่อยที่มาจากการรีวิวร้านอาหารข้างทางที่ผู้บริโภคประทับใจและอยากจะช่วยบอกต่อทางสื่อ    โซเชียลมีเดีย ผ่าน #ร้านข้างทางต้องอยู่ข้างกัน เพื่อช่วยให้ร้านอาหารข้างทางยังคงมีรายได้ต่อไป ซึ่งเป็น Hashtag ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ทาง Facebook Instagram รวมทั้งติด Trend Twitter อันดับ 1 อย่างรวดเร็ว

ในด้านบริการด้านสุขภาพ แอปฯ เป๋าตัง มีบริการ “Health Wallet” เชื่อมต่อกับสปสช. ให้ประชาชนตรวจสอบสิทธิ์ด้านสุขภาพ และนัดวันใช้บริการผ่านเป๋าตัง เช่น การจองฉีดวัคซีนโควิด-19  และการขอรับชุดตรวจโควิดฟรี นอกจากนี้ ธนาคารได้พัฒนาแอปฯ เป๋าตัง ซึ่งเป็นการ “ปฏิวัติ” การลงทุนพันธบัตรของไทย ด้วยบริการ “วอลเล็ต สบม.” เปิดขายพันธบัตร ออมทรัพย์วอลเล็ต สบม. บนแอปฯ เป๋าตังครั้งแรก หน่วยละ 1 บาท ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 100 บาท  เปิดโอกาสให้รายย่อย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงการออมผ่านพันธบัตรออมทรัพย์ จากเดิมการลงทุนพันธบัตรจะกระจุกตัวเฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น โดยเปิดขายมาแล้ว 5 รุ่น วงเงินรวมกว่า 32,000 ล้านบาท ล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำสถิติขายหมด 10,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 12 นาที

อีกทั้งยังได้เปิดบริการ “Gold Wallet” บริการซื้อขายทองคำออนไลน์แบบครบวงจรครั้งแรกในประเทศไทยบน “เป๋าตัง” เป็นการพลิกโฉมการลงทุนทองคำในประเทศไทยอย่างแท้จริง ทำให้สามารถลงทุนซื้อ-ขายทองคำได้ทุกที่ สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย และยังปฏิวัติการลงทุนหุ้นกู้ภาคเอกชน เปิดขาย หุ้นกู้ดิจิทัล วอลเล็ตของปตท.สผ. ซึ่งเป็นการซื้อขายหุ้นกู้ภาคเอกชนในตลาดแรกและตลาดรอง บนช่องทางออนไลน์เต็มรูปแบบ “ครั้งแรกในเอเชีย” เงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท “ซื้อง่าย ขายง่าย” แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง  

คุณผยง อธิบายเคล็ดลับที่ทำให้ธนาคารกรุงไทยสามารถบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็วว่ามาจาก 2 ส่วนหลักๆ  ส่วนแรก คือ “ความมุ่งมั่น” ในการขับเคลื่อนองค์กรตามยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้ เพื่อให้ธนาคารเติบโตยั่งยืนไปพร้อมกับทุกภาคส่วนในสังคม ด้วยการทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

โดยธนาคารมุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรภายใต้ยุทธศาสตร์คู่ขนาน หรือ “2 Banking Model การดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์คู่ขนาน หรือ 2 Banking Model ดังนี้

1. การขับเคลื่อนธุรกิจแบบดั้งเดิม (Traditional Banking) เปรียบเสมือนเรือบรรทุกเครื่องบิน (Carrier) เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนธุรกิจหลักที่ธนาคารดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน จุดมุ่งหมายหลัก คือลดการกัดกร่อนของรายได้และกำไรจาก Disruption ให้น้อยที่สุด

2. การขับเคลื่อนธุรกิจแบบใหม่ (Digital Organization) เปรียบเสมือนเรือเร็ว (Speed Boat) เป็นองค์กรใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายในการแสวงหาโอกาสและรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ (New Business Model) หรือการร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ

“สิ่งสำคัญต้องโฟกัสส่วนที่เป็น “จุดแข็ง” เพราะเราคงไม่สามารถเก่งไปทุกเรื่องได้ การดำเนินธุรกิจของ  กรุงไทยจึงโฟกัสไปที่จุดแข็งของธนาคาร ในฐานะที่เป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐ มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ นำโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ได้ลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มาพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน ครอบคลุมทั้ง 5 Ecosystems คือระบบรัฐบาล ระบบสุขภาพ ระบบการศึกษา ระบบขนส่งมวลชนคนเมือง และระบบชำระเงิน ซึ่งเป็นระบบหลักของธนาคารพาณิชย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าประชาชน สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้ทุกภาคส่วนเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน”

ส่วนที่ 2  ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กันนั่นคือความร่วมมือร่วมใจของพนักงานทุกคน ยุทธศาสตร์ของธนาคารจะเดินหน้าไม่ได้และประสบความสำเร็จไม่ได้ หากขาดความร่วมมือของพนักงาน กำลังสำคัญที่ร่วมกันขับเคลื่อนธนาคารไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา พนักงานกรุงไทยได้แสดงให้เห็นถึง “ความร่วมมือ” และความเป็น “น้ำหนึ่งใจเดียวกัน” อย่างเต็มที่ ในการช่วยเหลือลูกค้าประชาชนทุกกลุ่มทุกพื้นที่ทั่วประเทศให้สามารถเข้าถึงมาตรการความช่วยเหลือของภาครัฐได้อย่างทั่วถึง

สุดท้ายนี้ ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย คุณผยง ยังกล่าวถึงความท้าทายที่สถาบันทางการเงินต้องเผชิญในปี 2565 ว่าจะเกิดจาก 2 ด้าน คือความท้าทายจากการบริหารจัดการผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งแม้ว่าการแพร่ระบาดจะคลี่ คลายแต่ผลกระทบต่อธนาคารยังจะอยู่ไปอีกหลายปี ส่วนด้านที่ 2  คือความท้าทายในการปรับตัวแข่งกับ Disruption ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารต้องปรับ Business Model และบริหารจัดการ Resource ต่างๆ โดยเฉพาะบุคลากรให้สอดคล้องกัน

 

 “สมาคมธนาคารไทยตระหนักถึงโจทย์ที่ท้าทายข้างต้นเป็นอย่างดีจึงได้วาง Roadmap ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ด้วยการมุ่งส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน ตลอดจนยกระดับการแข่งขันของประเทศไทยทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ใน 4 Themes

 

Theme แรก คือ Enabling Country Competitiveness” เพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ โดยสมาคมธนาคารไทยจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศบนแนวคิดที่ลดความซ้ำซ้อนและเชื่อมโยงข้อมูลอย่างครบวงจร

Theme ที่ 2 คือ Regional Championing” สนับสนุนให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนสามารถทำกิจกรรมการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ และการชำระเงินของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคได้อย่างไหลลื่นและในต้นทุนต่ำ โดยสมาคมธนาคารไทยจะสนับสนุนการเชื่อมโยงระบบ โครงสร้างทางการเงินระหว่างกันในภูมิภาค (Cross-border Interoperability)

Theme ที่ 3 คือ Sustainability” ผลักดันให้การดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนคำนึงถึงหลักการ ESG โดยสมาคมธนาคารไทยจะมีส่วนในการผลักดันให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่ BCG Economy ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยในการพัฒนาและนำแนวปฏิบัติด้านการธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Banking) ไปใช้ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงจัดทำ ESG Declaration อย่างชัดเจน

Theme ที่ 4 คือ Human Capital” สร้าง Pool of Talent ที่มีทักษะตอบโจทย์โลกอนาคต โดยสมาคมธนาคารไทยจะเดินหน้า Upskill & Reskill พนักงาน ที่ปัจจุบันทั้งระบบธนาคารพาณิชย์มีอยู่กว่า 1.36 แสนราย ให้มี Digital Literacy มากขึ้น ส่งเสริม Innovative Thinking สามารถ Integrate และ Utilize เทคโนโลยีได้อย่างลงตัว สอดรับกับ Business Model ของภาคธนาคารที่มุ่งสู่ Digital Banking และเน้น Agility อย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันก็ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง ®

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.