5 เหตุผลที่ทำให้ B&O ประเทศไทย ขายลำโพงคู่ละ 2 ล้านบาท ได้ 40 คู่ใน 18 เดือน

Dec 27, 2021 S.Vutikorn

Bang & Olufsen (แบงค์ แอนด์ โอลาฟเซ่น) หรือ B&O เป็นแบรนด์เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์ที่ก่อตั้ง ขึ้นในปี 1925 ในเมือง Struer ประเทศเดนมาร์ก โดย Peter Bang และ Svend Olufsen

จุดเด่นของ B&O นั้นอยู่ที่การผสมผสานด้านการออกแบบที่สวยงาม แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงเน้น คุณภาพของเสียงที่ไม่แพ้ใคร

ในประเทศไทย B&O เปลี่ยนมามาอยู่กับ บริษัท บุญลาโภ จำกัด Bang & Olufsen’s Official Monobrand Partner ในประเทศไทยได้ประมาณปีครึ่งแล้ว โดยมี ทรงพล บุญลาโภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บุญลาโภ จำกัด ผู้บริหารคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่ตัดสินใจเข้ามาบริหารธุรกิจด้วย Passion ส่วนตัวล้วนๆ

แต่เชื่อไหมว่า ระยะเวลาเพียง 18 เดือนของการทำธุรกิจ ทั้งๆ ที่เพิ่งจบการศึกษาจากต่างประเทศมา แต่ทรงพลก็สามารถขายลำโพง BeoLab 50 ที่มีสนนราคาคู่ละประมาณ 2 ล้านบาท ได้ถึง 40 คู่ และยังขาย ลำโพง BeoLab 90 ที่มีราคามากกว่า 4 ล้านบาท ได้อีก  3 คู่

ถือเป็นผลงานที่โดดเด่นจนเข้าตากรรมการจนทีมงานอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าเหตุผลที่ทำให้ B&O ประเทศไทยมาได้ไกลขนาดนี้เพราะอะไร

 

1. Craftsmanship

คนที่เป็นแฟนของ B&O จะเข้าใจดีว่า สินค้าทุกชิ้นไม่ว่าจะขนาดเล็กแบบพกพาหรือขนาดใหญ่ ที่ต้องติดตั้งไว้ในบ้านล้วนแล้วแต่สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยงานออกแบบที่ประณีต สวยงาม จนทำให้ B&O เป็นที่ยอมรับว่าเป็นแบรนด์เครื่องเสียงแนวไลฟ์สไตล์ที่ใช้เป็นเฟอร์นิเจอร์ในบ้านได้เลย

2. Audiophile

ข้ามฟากจากงานออกแบบมาที่คุณภาพเสียง ทางผู้บริหารของ B&O อธิบายว่า คุณภาพเสียงของ  B&O นั้น จัดอยู่ในกลุ่ม Audiophile แต่เป็น Audiophile แบบ Plug&Play ที่มีความเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ คือ ติดตั้งแล้วก็ใช้งานได้ตามใจชอบเลย ไม่ต้องมีการปรับจูนในรายละเอียดของอุปกรณ์เสริม อุปกรณ์ต่อพ่วง หรือแม้กระทั่งต้องทำอะคูสติกข้างห้อง

“B&O แตกต่างจากเครื่องเสียง Audiophile คือ ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องวอร์มเครื่องเหมือนแอมป์ หลอด ไม่ต้องปรับมุมโทอินลำโพง ฯลฯ B&O เราจึงเป็นเครื่องเสียงที่มีคุณภาพเสียงในระดับ Audiophile แต่ไม่มีคู่แข่งเป็นแบรนด์เครื่องเสียง Audiophile โดยตรง มีลูกค้า B&O หลายคนที่ทำห้อง เพื่อฟังเครื่องเสียง Audiophile แล้วก็ซื้อลำโพง B&O ไปไว้ที่ห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่น แล้วก็พบว่า   สุดท้ายจะฟังเพลงจาก B&O มากกว่า เพราะสะดวกกว่า”

3. Luxury Affordable

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา B&O มีการแตกไลน์สินค้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับสินค้าชิ้นเล็ก เพื่อรองรับเทรนด์ Luxury Affordable เพื่อให้คนสามารถเข้าถึงมากขึ้น

ทรงพล อธิบายว่า ที่ผ่านมาคนมักจะมอง B&O เป็นแบรนด์ที่มีราคาสูงทำให้คนไม่กล้าซื้อ หรือแม้ กระทั่งเดินเข้ามาดูสินค้าในโชว์รูม เพื่อเป็นการละลายพฤติกรรม ทางบริษัทจึงพยายามปรับภาพลักษณ์ของ แบรนด์ให้ดูเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น โดยเน้นสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ว่า B&O มีผลิตภัณฑ์หลายช่วงราคา และจับต้องได้โดยมีราคาเริ่มต้นแค่ 8,900 บาทเท่านั้น

ปัจจุบัน B&O มีการแบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ

กลุ่ม Stage หรือลำโพงรุ่นใหญ่แบบ Home Theater และ ลำโพง Audiophile ราคาสูงตั้งแต่หลักแสน ไปจนถึง 4 ล้านบาท เช่น ลำโพง BeoLab 90, BeoLab 50 คิดเป็นสัดส่วนยอดขายประมาณ 40%

กลุ่ม Flexible หรือกลุ่มลำโพงบ้านแบบ Multiroom ที่เชื่อมต่อผ่านระบบ WiFi เช่น Beoplay A9, Beosound Balance, ลำโพงติดผนัง Beosound Shape คิดเป็นสัดส่วนยอดขายประมาณ 40%

กลุ่ม On The Go ประเภทหูฟัง หรือลำโพงบลูทูทแบบพกพา เช่น ลำโพงพกพา Beolit 20, ลำโพง พกพา Beosound Explore, หูฟังไร้สาย Beoplay คิดเป็นสัดส่วนยอดขายประมาณ 20%

 

4. Showroom

ปัจจุบัน B&O มีโชว์รูมในกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 4 แห่ง คือ Gaysorn Village, Central Embassy, Siam Paragon, The Crystal Veranda เกษร และมีศูนย์บริการอยู่ที่ Gaysorn Village โดยในปีหน้าทางบริษัทมีแผน ที่จะเปิดโชว์รูมเพิ่มที่ Iconsiam

ทรงพล ยังมองว่า การเปิดโชว์รูม ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแบรนด์ได้มากขึ้น ซึ่งนอกจากช่องทาง ออนกราวด์แล้ว ทางบริษัทยังเน้นการทำตลาดในส่วนของช่องทางออนไลน์ด้วย

5. Brand

ทรงพล ย้ำว่าในประเทศไทย B&O ยังมีโอกาสที่จะเติบโตอีกมาก ขอเพียงแค่เพิ่มการสื่อสารกับกลุ่ม เป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้ได้ เพราะตั้งแต่ที่เริ่มเข้ามาทำตลาดและสร้างแบรนด์อย่างจริงจังก็ได้ผล ตอบรับเป็นอย่างดี ในรอบ 18 เดือนที่ผ่านมามียอดขายเติบโตขึ้นถึง 5 เท่า และคาดว่ายอดขายในปีหน้าจะ เติบโตขึ้นประมาณ 500%

คนไทยมีเงิน เราแค่สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า เช่น เรื่องงานบริการหลังการขาย เราถึง ขาย Beolab 50 ได้กว่า 40 คู่ ก็เพราะลูกค้ามั่นใจ”

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.