3,525
VIEWS

เซ็นทรัล รีเทล - บีเจซี ชิงตลาดร้านขายยา 40,000 ล้าน

Mar 09, 2022 R.Somboon

ส่วนหนึ่งของการแถลงข่าวใหญ่ของเซ็นทรัล รีเทล  ในช่วงที่ผ่านมาก็คือการประกาศความพร้อมในการเดินหน้า 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ ไล่ตั้งแต่ การยกระดับแพลตฟอร์มออมนิแชนแนลผ่านการเชื่อมโลกจริงและโลกเสมือนจริง โดยใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลใหม่ ๆ เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งเหนือระดับในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งฟู้ด แฟชั่น ฮาร์ดไลน์ พร็อพเพอร์ตี้ รวมถึงกลุ่มธุรกิจใหม่ ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศทั้งในไทย เวียดนาม และอิตาลี

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการเร่งการขับเคลื่อนและสร้างการเติบโตในกลุ่มธุรกิจหลักของ เซ็นทรัล รีเทล ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ระดับสากล  พร้อมกับเดินหน้าสร้างธุรกิจใหม่ โดยเริ่มจากกลุ่ม Wellness รวมถึงเซ็กเม้นต์อื่นๆ ที่เป็นไปตามเทรนด์ของโลกและความต้องการของผู้บริโภค โดยการขยายธุรกิจจะอยู่ภายใต้แนวคิด Inclusive Growth สร้างความสำเร็จร่วมกันกับพาร์ทเนอร์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ความน่าสนใจของยุทธศาสตร์ที่ถูกประกาศออกมานั้น น่าจะอยู่ที่การเดินหน้าสร้างธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมา หลังจากที่เซ็นทรัล รีเทล มี 4 ขาหลักทางธุรกิจ คือ ค้าปลีก สินค้าฮาร์ดไลน์ ฟู้ด แฟชั่น และธุรกิจพัฒนาที่ดินเพื่อการค้าปลีกที่มี 2 แบรนด์ศูนย์การค้าคือ โรบินสันไลฟ์สไตล์ และท็อปส์ เป็นตัวชูโรง โดยธุรกิจใหม่ที่เซ็นทรัล รีเทล จะสร้างเป็นขาที่ 5 ก็คือ Wellness ซึ่งเป็นการเข้ามาเกาะกับเทรนด์การใส่ใจในเรื่องของสุขภาพและความงามของคนไทย

ภาพดังกล่าวเริ่มจะมีความลงตัว  โดยจะมีการเปิดร้านค้าปลีกใหม่ที่อยู่ภายใต้ Umbrella Brand ของท็อปส์ คือ Tops Vita ร้านค้าปลีกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินที่มีทั้งโลคอลแบรนด์ และแบรนด์นำเข้า รวมถึงวิตามินที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ลงลึกแบบ Personalized

ขณะที่อีกแบรนด์ที่จะถูกส่งเข้ามาคือ Tops Care ร้านขายยา ซึ่งเป็นการขยับเข้ามาเล่นในตลาดสุขภาพและความงามของกลุ่มเซ็นทรัล รีเทล โดยจะถูกสร้างให้เป็นแพลตฟอร์ม Omni-channel ที่จะใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเพื่อให้สามารถสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ Omni-channel Experience ตามแนวทางการทำตลาดของผู้เล่นรายนี้

เซ็นทรัล รีเทล เริ่มมีการ “ชิมลาง” หรือทดลองทำตลาดบ้างแล้ว โดยมีการเปิด Tops Vita ที่อยู่ในส่วนหนึ่งของซูเปอร์มาร์เก็ตของท็อปส์ ที่เซ็นทรัล บางนา ซึ่งน่าจะเป็นการเทสต์ก่อนที่จะบุกตลาดอย่างเต็มรูปแบบ

ความน่าสนใจของตลาดร้านขายยาของบ้านเราที่กลุ่มเซ็นทรัล รีเทลกำลังขยับเข้ามาเล่นนั้น นอกจากจะมีขนาดของตลาดใหญ่ด้วยมูลค่าตลาดสูงถึง 40,000 ล้านบาทต่อปีแล้ว ตลาดนี้ยังมีการเติบโตในตัวเลขที่ค่อนข้างดี ในปี 2563 ที่ผ่านมา ตลาดเติบโตถึง 7.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์หลายๆ ตัวมียอดขายออกมาค่อนข้างดี

หากมองเข้ามาที่ตัวเลขของจำนวนร้านขายยาแล้ว จะพบว่า บ้านเรามีร้านขายยาอยู่กว่า 20,000 ร้าน ในจำนวนนั้น เป็นตัวเลขของเชนร้านยาประมาณ 25% และร้านขายยาแบบสแตนด์อะโลน หรือร้านยาแบบเดี่ยวๆ ที่ไม่ได้เป็นเชนอีก 75% โดยปัจจุบันร้านขายยาที่เป็นเชนจะมีทั้งที่เป็นผู้ประกอบการชาวไทย และเชนจากต่างประเทศ อาทิ วัตสัน จากฮ่องกง บู๊ทส์  สัญชาติอังกฤษ ร้านยาซูรูฮะ สัญชาติญี่ปุ่น ร้านยามัตสึโมโตะคิโยชิ สัญชาติญี่ปุ่น ส่วนร้านยาที่เป็นเชนสัญชาติไทย อาทิ ร้านยา Health Up ร้านยา eXta ร้านยา Save Drug ร้านยา Fascino ร้านยา Pure และร้านยากรุงเทพดรักส์สโตร์

แม้ภาพรวมของตลาดจะยังมีการเติบโตที่ดี แต่การแข่งขันในตลาดนี้ก็ออกมารุนแรงเช่นกัน โดยเฉพาะกับการเข้ามาของผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้ามาด้วยการมีเงินทุนที่พร้อมจะลงทุนในการขยายสาขา ล่าสุดกับการเปิดร้านยา “สหฟาร์ม่า” ของบิ๊กซี คือตัวอย่างในเรื่องดังกล่าวนี้

ผู้เล่นในตลาดค้าปลีกรายใหญ่อย่างบิ๊กซี เข้าตลาดร้านยามานานแล้ว โดยมีแบรนด์ร้านยาอย่าง Pure เป็นแบรนด์หลัก และใช้รูปแบบการขยายสาขาด้วยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบิ๊กซี ปัจจุบัน มีการขยายสาขาไปทั้งสิ้น ประมาณ 144 สาขา

ขณะที่ สหฟาร์ม่า เป็นแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งถูกส่งเข้าตลาดเมื่อไม่นานนี้ เป็นการขยายสาขาในรูปแบบออกนอกห้าง โดยเปิดสาขาแรกไปแล้วที่ย่านตลาดพรานนก จัดจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ร้านยาแบรนด์นี้ บิ๊กซี วางคอนเซ็ปต์ไว้ในรูปแบบของ “ขายปลีก ในราคาส่ง” ที่จะเน้นการขายยาและเวชภัณฑ์ในราคาที่ต่ำกว่าร้านยาทั่วไป 15% โดยแผนธุรกิจของ “สิริฟาร์มา” ในปี 2565 เตรียมเปิด 2 สาขาในกรุงเทพฯ และตั้งเป้าขยายเพิ่ม 11 สาขาทั่วประเทศในปี 2569

สำหรับเซ็นทรัล รีเทล แล้ว การพัฒนาฟอร์แมต หรือประเภทของร้านค้าปลีกใหม่ๆ ขึ้นมานั้น ส่วนหนึ่งจะเป็นการมองจากเทรนด์ของตลาดว่ามีทิศทางน่าสนใจอย่างไรบ้าง ซึ่งร้านขายยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกำลังมีเทรนด์การเติบโตที่น่าสนใจ ตามไลฟ์สไตล์ของคนไทยที่ใส่ใจเรื่องของการดูแลตัวเองมากขึ้น

แน่นอนว่า จะมีการใช้เครือข่ายที่มีอยู่เข้ามาช่วยสนับสนุนในการทำตลาด ไม่ว่าจะเป็น การเลือกเปิดในศูนย์การค้าในเครือของเซ็นทรัลด้วยกัน หรือแม้แต่การเกาะไปกับร้านค้าปลีกที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นการช่วยปรู๊ฟเรื่องของโลเคชั่นในระดับหนึ่ง

เช่นเดียวกับการนำฟอร์แมตของร้านค้าปลีกใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้นไปขยายยังต่างประเทศที่เซ็นทรัล รีเทล มีฐานอยู่ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม หรืออิตาลี โดยการมีแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งจะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ของการทำตลาดร้านขายยาในรูปแบบเชนก็คือเรื่องของเภสัชกรประจำร้านซึ่งเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องมี ทำให้ที่ผ่านมา เชนใหญ่ๆ มีการขยายสาขาได้ไม่เร็วนัก เนื่องจากเภสัชกรส่วนใหญ่ของบ้านเราครึ่งหนึ่งจะเข้าไปทำงานเป็นดีเทลยา

ขณะที่ดิสทริบิวเตอร์ในตลาดยาของบ้านเราก็มีความแข็งแกร่ง ทำให้ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะสร้างอำนาจต่อรองเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุดเหมือนกับสินค้า FMCG

การขยับตัวของทั้งบีเจซีและเซ็นทรัล รีเทล จึงน่าจับตามองไม่น้อย.....

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.