9,803
VIEWS

“ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์” จากเบื้องหลังสู่เบื้องหน้า ปั้น SCOPE คอนโดเซ็กเมนต์ International Premium

Mar 15, 2022 A.Kanitha

ชื่อของ “ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์” ไม่ได้แค่เป็นที่รู้จักในแวดวงอสังหาในฐานะกุนซือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จโครงการของดีเวลอปเปอร์ชั้นนำหลายค่ายไม่ว่าจะเป็นแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเว็ลอปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น, บมจ.เอสซี แอสเสท, บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ , เอคิว เอสเตทและ บมจ.พฤกษา เท่านั้น แต่ประสบการณ์การทำงาน 30 ปี ยังทำให้เขาขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการอสังหาอยู่ตลอดเวลา

แน่นอนว่ากว่า 30 ปีที่คลุกอยู่ในธุรกิจนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น ย่อมมีโปรเจ็กท์ที่สร้างความภูมิใจให้เขามากมายนับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นก็คือ AEQUA Residence Sukhumvit 49 ที่เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ๆ ให้กับคอนโดมิเนียมในเวลาต่อมา

“เวลาทำคอนโดทุกครั้งผมจะเริ่มจากทำเลก่อนว่าอยู่ตรงไหน แม้ทองหล่อจะมีคอนโดเกิดขึ้นเยอะมาก แต่ผมจะตั้งโจทย์ว่าทำแล้วใครจะมาอยู่ ไม่ได้คิดว่าใครจะมาซื้อ ซึ่งคนซื้อกับคนอยู่ไม่เหมือนกันนะ สุดท้ายแล้วโครงการนี้เราเลือกที่จะเจาะตลาดคนญี่ปุ่น เราคิดตั้งแต่พฤติกรรมการอยู่อาศัย ธรรมเนียมปฏิบัติ ไปจนถึงรายละเอียดการใช้ชีวิตของเขา กลายเป็นที่มาของการออกแบบสเปซในห้อง จุด Drop-Off สำหรับรถโรงเรียนที่สามารถเข้ามาจอดหน้าได้ถึงหน้าตึก เพิ่มวงเลี้ยวหรือความสูงของเพดานในตัวอาคารให้เหมาะสมกับขนาดรถโรงเรียนและรถประจำตำแหน่งผู้บริหาร หรือแม้แต่การทำออนเซ็นบริเวณชั้นบนคอนโดเป็นเจ้าแรกในโลก เพื่อเป็นจุดขายสำหรับลูกค้า หลังจากนั้นก็มีดีเวลอปเปอร์คนอื่นทำตามเรา”

ความใส่ใจ ลงลึกในรายละเอียด และท้าทายตัวเองด้วยการทำอะไรใหม่ๆ จึงกลายเป็นดีเอ็นเอของเขา ซึ่งพบว่านี่แหละคือเสน่ห์ของธุรกิจอสังหา

“เวลาเราทำโครงการอะไรซักอย่าง มันคือการแข่งกับคนซื้อ หรือทำชนะใจเขาให้ได้ เพราะอสังหาเป็น Hard Asset ราคาไม่ใช่ถูกๆ หรือซื้อง่ายขายคล่อง ดังนั้นผมจึงใช้เวลาในการคิดเยอะมาก เพราะทุกครั้งที่ผมทำโปรเจคใหม่ก็จะคิดใหม่โดยไม่เอาของเก่ามาทำซ้ำอีก ต่อจากนั้นก็หาทางทำยังไงให้ลูกค้าซื้อแล้วชอบและรู้สึกภูมิใจ สรุปได้ง่ายๆ ว่าเสน่ห์ของธุรกิจนี้คือ ทำให้เราได้คิด ถ้าไม่คิดก็ไม่สนุก แล้วผมเป็นคนชอบคิด โปรเจคเราอาจไม่ต้องทำเยอะ แต่ทำแล้วให้มันมีคุณค่า”

จากการเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง วันนี้ “ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์” สวมหมวกใบใหม่กลายมาเป็นผู้อยู่เบื้องหน้าในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด

“ความแตกต่างของการเป็นเจ้าของโปรเจคเองย่อมเปิดกว้างทางความคิดอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาถ้าทำให้คนอื่น เจ้าของย่อมต้องการขายให้เร็วที่สุดเพื่อรับรู้รายได้ เวลาเสนอไอเดียอะไรไปก็ขึ้นอยู่กับเขาว่าจะยอมรับได้ขนาดไหน สำหรับผมในฐานะคนอยู่เบื้องหลังจึงต้องขึ้นอยู่กับเจ้าของงานกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่อยากให้ขายเร็ว จบเร็ว การตั้งโจทย์จึงมาจากตรงนั้น แต่สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ตาม ผมจะยึดหลักการสร้างความคุ้มค่าให้กับคนซื้อ”

ดังนั้น SCOPE แบรนด์น้องใหม่จึงเปิดโอกาสให้ยงยุทธ สร้างมาสเตอร์พีซประดับวงการอสังหาอีกครั้ง ด้วยการมอบความคุ้มค่าให้กับลูกค้าในทุกๆ มิติ เริ่มจากการคว้าทำเลทอง

“โลเคชั่นมีความสำคัญที่สุดในธุรกิจอสังหา หลังจากทำอสังหาในหลายโลเคชั่น ผมชอบย่านสุขุมวิท เพราะความปลอดภัยสูงในแง่ที่ว่าทำเลดี เกิดวิกฤตอะไรขึ้นก็ยังกระทบไม่เยอะ เพราะมีเรียลดีมานด์ ยังไงๆ อสังหาคือ ปัจจัย 4 วันนี้ไม่ซื้อเพราะเศรษฐกิจไม่ดี แต่ปีถัดไปก็ต้องซื้อ หรือมีความต้องการในใจซึ่งเป็น Pending demand ถ้าเขามีโอกาสก็จะซื้อเลยทันที เพียงแต่ว่าคุณจะต้องทำโปรดักท์ให้ถูกต้องกับดีมานด์”

 

ปัจจุบัน SCOPE เปิดตัวไปแล้ว 2 โครงการแรก คือ SCOPE Langsuan และ SCOPE Promsri เป็นคอนโดมิเนียมไฮเอนด์ International Premium ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ใหม่ของตลาด

“ทำเลในย่านสุขุมวิทมีคนทำเยอะก็จริง แต่วิธีการแข่งขันของผม คือ การไปให้สุดทางในเซ็กเมนต์นั้นๆ Output ของ 2 โปรเจ็กท์นี้จึงเป็นการมอบความคุ้มค่าให้ลูกค้า โดยเรา Define กลุ่ม International Premium เป็นคนรุ่นใหม่ด้วยความที่เขาเป็นนักท่องโลก เห็นวัฒนธรรมหลากหลาย และมีความต้องการอะไรใหม่ๆ  ตึกที่เราทำควรเป็นดีไซน์ที่ทันสมัย และมีความยั่งยืนซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มนี้ให้ความสำคัญ”

Location, Design, Distinction เป็น 3 Element ที่ถูกรวบรวมมาอยู่ในโครงการของ SCOPE ยกตัวอย่าง SCOPE Langsuan มี The Langsuan Clubhouse ซึ่งเป็น Private Residential Clubhouse ที่ดีที่สุด ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,500 ตารางเมตร ออกแบบโดย “โทมัส ยูล-ฮันเซน” ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบอาคารระดับเวิลด์คลาสมาแล้วทั่วโลก เฉพาะเฟอร์นิเจอร์อย่างเดียวมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท จะมีครบหมดทั้งโรงภาพยนตร์ส่วนตัวขนาด 25 ที่นั่ง ซึ่งมาพร้อมระบบเสียงสุดยอดที่สุด และยังมี The Langsuan Lounge เป็น Rooftop Terrace หรูหราเหนือกว่าโรงแรม 6 ดาว

สำหรับ SCOPE Promsri เป็นคอนโดมิเนียม 8 ชั้น ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ทั้งด้านคุณภาพและการออกแบบ ถือเป็นโครงการแรกในเอเชียที่ collaborate กับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลกอย่าง “Ligne Roset” ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบและผลิตพิเศษในฝรั่งเศสเพื่อโครงการนี้โดยเฉพาะ

 

“งานศิลปะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตลอด ถ้าเราทำเรียลเอสเตทก็ต้องเป็น Art Piece ถึงจะมีแวลู ถามว่าจะเป็นอย่างนั้นได้ยังไง หนีไม่พ้นโลเคชั่น ตามมาด้วยดีไซน์ และความแตกต่างที่เราใส่เข้าไป เสริมด้วย Property Management และบริการพิเศษอย่างการทำความสะอาด ซักรีด และ Valet Parking เป็นต้น เพื่อรักษาสัญญาให้เหมือนกับตอนที่เราขายให้กับลูกค้า”

การให้น้ำหนักไปที่งานดีไซน์ แน่นอนว่าต้นทุนย่อมตามมา แต่ยงยุทธ มีวิธีการบริหารต้นทุนที่ไม่เหมือนใคร

“ผมให้ความสำคัญกับงานดีไซน์ต้องมาก่อนต้นทุน  คำถามต่อมาก็คือ ถ้าต้นทุนแพงใครจะมาซื้อ  ดังนั้นอะไรที่ไม่จำเป็นก็ตัดสิ ในเงินก้อนเดียวกันแต่กำไรต้องเท่าเดิมนะ คุณจะใช้อะไรมากกว่าก็เอามาเรียง Priority ใหม่ระหว่างต้นทุนกับค่าใช้จ่าย ผมเลือกเพิ่มต้นทุนแล้วลดค่าใช้จ่ายแทน ค่าใช้จ่ายที่ว่านี้ประกอบด้วยค่าการตลาด ค่าโอน ค่าภาษี ค่าคอมมิชชั่น และค่าโฆษณา ผมลดค่าใช้จ่ายเหลือน้อยมาก เพื่อเอาไปใส่ที่ต้นทุน”

แต่ต้องยอมรับว่าการสร้างแบรนด์เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันสำหรับธุรกิจอสังหา ยงยุทธ ก็มีทางออกในเรื่องนี้เช่นกัน โดยเขามองว่าการสร้างแบรนด์ไม่จำเป็นใช้เม็ดเงินค่าโฆษณา หรือจ้างพรีเซ็นเตอร์เสมอไป เพราะการสร้างโปรดักท์ที่ดี การจัดอีเวนท์เลี้ยงลูกค้า การ์ด ของขวัญปีใหม่ การติดต่อประสานงาน หรือการให้บริการจากพนักงาน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งการสร้างแบรนด์ทั้งนั้น

“อยู่ๆ เราจะไปบอกว่าเราเป็น International Premium เฉยๆ ไม่ได้ เราต้องสร้างสินค้าให้ลูกค้าจับต้องได้ก่อน หาครีเอทีฟจากต่างประเทศ ถามว่าพวกนี้เก่งกว่าคนไทยหรือเปล่า ไม่เก่งกว่าหรอก แต่ความคิดไอเดียของเขาแตกต่างกว่าแน่นอน  ถ้าเราวางคอนเซ็ปต์เป็นอินเตอร์เราก็ต้องเอาคนอินเตอร์มาทำ แบรนด์ดิ้งจึงไม่ได้เกิดจากการจ่ายเงิน แต่เอาคนสร้างสินค้ามาช่วยพูดแทน ดังนั้นสิ่งที่เราลดไม่ได้ลดจากค่าใช้จ่ายหลัก แต่เราลดจากค่าใช้จ่ายที่มี Priority ต่ำ”

แต่เหนือสิ่งอื่นใด Element ที่จะปั้นให้เป็น International Premium ต้องเริ่มจากทีมงานคุณภาพ และมีทัศนคติสอดคล้องกับองค์กร

“องค์กรจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับคนในองค์กร ดังนั้นองค์กรต้องมีความทันสมัยก่อน ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่เก่งๆ มาทำงานกับเราได้ ผมเลือกทีมงานจากทัศนคติที่มีร่วมกัน เพราะหนึ่งปีในการทำงาน 365 วันมันไม่ได้ดีทุกวัน คุณต้องรับวันที่ไม่ดีได้ด้วย ผมจะบอกกับทีมว่า เรามาช่วยกันทำงานไม่ใช่ด้วยเงินอย่างเดียว แต่ทำโปรเจคให้ดูดีจะได้เป็นหน้าตาของพวกเรา และสร้าง SCOPE Experience ให้ลูกค้าที่ซื้อไปเกิดความคุ้มค่าอยู่อาศัยแล้วภูมิใจ ถ้าจะขายก็ไม่ขาดทุน”

 

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.