3,123
VIEWS

อีก 5 ปีข้างหน้า มาม่าจะมียอดขายตลาดต่างประเทศเท่าในไทย

Apr 11, 2022 R.Somboon

หากมองเข้ามาที่ตัวเลขการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของคนไทยแล้ว จะพบว่า มีประมาณ 53.2 ซองต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับการบริโภคเฉลี่ยของคนทั่วโลกที่มีอยู่แค่ประมาณ 15 ซองต่อคนต่อปี แล้ว จะพบว่า โอกาสการเติบโตของตลาดต่างประเทศยังเปิดกว้างรออยู่ เช่นเดียวกับในบ้านเราที่ยังน่าจะเติบโตได้อีก เพราะตัวเลขของประเทศที่บริโภคบะหมี่สำเร็จรูปอันดับต้นๆ อย่างเกาหลีใต้จะมีมากถึง 70 ซองต่อคนต่อปีเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนธุรกิจของไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าที่มีออกมาก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะมีการวางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า ภายในอีก 5 ปี ยอดขายของมาม่าในต่างประเทศจะเท่ากับตลาดในไทย นั่นคือ จากยอดขายรวม 30,000 ล้านบาท ที่ขยับขึ้นจากปีล่าสุดประมาณ 14,000 ล้านบาทนั้น จะเป็นยอดขายจากตลาดต่างประเทศ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 4,991ล้านบาท ในปีล่าสุด เป็น 15,000 ล้านบาท ถือเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว

ยิ่งเมื่อมองย้อนไปตั้งแต่ปี 2524 ที่มาม่ามีสัดส่วนส่งออกอยู่แค่ 2% แล้ว ยิ่งน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพราะในอีก 5 ปีข้างหน้านับจากนี้ มาม่าจะก้าวไปสู่การเป็นโกลบอล แบรนด์อย่างเต็มตัว....

 

ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ มีโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ใช้ในการส่งออกอยู่ในต่างประเทศ 4 แห่งคือที่ เมียนมา กัมพูชา บังกลาเทศ และฮังการี รวมถึงผลิตจาก 5 โรงงานในไทย คือ โรงงานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 3 แห่ง ได้แก่ ลำพูน, ชลบุรี, ระยอง และโรงงานเส้นขาว 2 แห่งอยู่ที่ราชบุรี โดยส่งออกไปยัง 68 ประเทศทั่วโลก แบ่งสัดส่วนออกเป็น เอเชีย 50% ยุโรป 28% อเมริกา 18% แอฟริกา 1% และออสเตรเลีย - นิวซีแลนด์อีก 3%  โดยยอดขายตลาดต่างประเทศในปี 2564 โดยรวมอยู่ที่ 6,215 ล้านบาท แบ่งเป็นผลิตจากโรงงานในไทย 4,991 ล้านบาท และจาก 4 โรงงานในต่างประเทศ 1,224 ล้านบาท

สิ่งที่น่าสนใจก็คือการทำตลาดต่างประเทศของมาม่านั้น เดิมจะใช้พันธมิตรที่เป็นดิสทริบิวเตอร์เป็นคนช่วยทำตลาดร่วมกัน โดยเฉพาะการใช้ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง และการทำตลาดในช่องทางขายด้วยการมีบรรจุภัณฑ์หลากหลาย เพื่อเพิ่มโอกาสการขายมากขึ้น และตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มต่างๆ เช่น จากเดิมมาม่าที่ขายในต่างประเทศ บรรจุในกล่องขนาด 30 ซอง สำหรับขายให้กับคนเอเชีย แต่ต่อมา มาม่าขยายฐานลูกค้า ไม่ทำตลาดเฉพาะคนเอเชียที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศเท่านั้น แต่เจาะไปยังคนท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ พร้อมกับทำบรรจุภัณฑ์หลากหลายขนาด เช่น Multi-pack, กล่องขนาดใหญ่ ช่วยเพิ่มทั้งโอกาสการขาย และ Display สินค้าให้เด่นขึ้น

ตามยุทธศาสตร์การเติบโตในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ มาม่ามีแผนที่จะขยายเข้าไปตั้งออฟฟิศในต่างประเทศ โดยเตรียมเปิดออฟฟิศในฮังการี, อินเดีย, มาเลเซีย และเวียดนาม จากนั้นในเฟส 2 มีแผนเปิดออฟฟิศในสหรัฐอเมริกา, ประเทศในแถบตะวันออกกลาง และแอฟริกา

คุณพจนา พะเนียงเวทย์ รองผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ที่ดูแลตลาดส่งออก บอกว่า  ปัจจุบัน การทำตลาดของมาม่าในต่างประเทศ 80% ยังคงเป็นสินค้าในกลุ่มแมส ส่วนอีก 20% จะเป็นกลุ่มพรีเมียม และ High Value ซึ่งทิศทางจะเหมือนกับตลาดในประเทศที่จะเพิ่มน้ำหนักการทำตลาดในกลุ่มสินค้าพรีเมียมและ High Value เนื่องจากมีโอกาสในการเติบโตค่อนข้างดี ตามเทรนด์ของคนทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพมากขึ้น

 

การปรับพอร์ตสินค้าดังกล่าว สอดรับกับยุทธศาสตร์การทำตลาดของไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ในประเทศไทย ที่มุ่งมาสู่สินค้าที่เป็น Value Base มากขึ้น จากเดิมที่มาม่าจะเป็น Volume Base ที่เน้นการทำกำไรจากปริมาณการขายจำนวนมากๆ

ในการนี้จะมีการใช้เรื่องของ Innovation เป็นตัวนำ โดยมีการตั้งทีม Innovation เพื่อพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพมากขึ้น ทั้งการออกสินค้าที่เป็น High Value อย่างอาหารออร์แกนิกส์ และตัวพรีเมียม อย่างบะหมี่หรือเส้นขาว ที่ไม่มีกลูเต็น เป็นต้น

ส่วนหนึ่งของสินค้าจะถูกใช้ในการทำตลาดในบ้านเราด้วย อย่างการขยายจากสินค้าแมสมาสู่พรีเมียม ภายใต้แบรนด์ มาม่า OK อย่างตัวข้าวกิมจิ และตัวข้าวยำบิบิมบับ ในช่วงที่ผ่านมา เป็นต้น

“การขยายจาก Volume Base ไปสู่ Value Base เรายังคงอยู่บนหลักการของการทำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าที่ใช้มาตลอดตั้งแต่อดีตคือต้องตอบโจทย์ความอร่อย สะดวก เก็บได้นาน ประหยัดทั้งเวลาและเงิน รวมทั้ง  ปลอดภัย โดยเราจะมีการใช้ทีม Innovation เพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคทั่วโลก โดยจะใช้แนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบ Agile ที่ตัวไหนเวิร์คก็จะทำต่อ ตัวไหนไม่เวิร์คจะถอดออก”

หากมองย้อนเข้ามาที่ภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทยที่มีปริมาณการขาย3,700 ล้านซองต่อปี มาม่า ครองตลาดอยู่ 50% เมื่อแยกออกเป็นแต่ละเซ็กเม้นต์แล้วจะพบว่า ตลาดพรีเมียม ยังมีสัดส่วนอยู่แค่ประมาณ 20 – 25% ขณะที่กว่า 70% ยังคงเป็นตลาดแมสที่เป็น Volume Base

การขยับตัวครั้งใหญ่ของมาม่าที่จะฉลองครบรอบ 50 ปีในปีนี้จึงน่าสนใจไม่น้อย เพราะกำลังเบนเข็มจากการทำกำไรแบบปริมาณมาสู่การสร้างกำไรจากแวลู่ โดยมีตลาดต่างประเทศ เป็นอีกเป้าหมายสำคัญที่เปิดกว้างท้าทายความสามารถของมาม่า.....

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.