17,303
VIEWS

อัศวิน โรจน์เมธาทวี เปิดมุมมอง “Music Streaming ในประเทศไทยยังไปได้ไกลกว่าที่คิด”

Apr 21, 2022 BrandAge Team

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตลาด Music Streaming ของไทยเป็นอีกสมรภูมิการแข่งขันที่น่าจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์การแข่งขันที่ค่อนข้างรุนแรง จากการมีแพลตฟอร์มระดับโลกเข้ามาเปิดตลาดเพื่อแย่งชิงฐานผู้ฟังกันอย่างมากมาย โดย Music Streaming ได้เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการฟังเพลงของคนไทยอย่างชัดเจน จากเดิมที่คนไทยจะนิยมฟังเพลงผ่านรายการวิทยุ, CD หรือ MP3 แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเติบโตของสมาร์ทโฟนและราคาค่าบริการการใช้งาน Data ของค่ายมือถือที่ถูกลงแถมมีประสิทธิภาพที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ก็ทำให้การฟังเพลงผ่านแอปฟังเพลงได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ขณะที่ Technavio ได้คาดการณ์การเติบโตของธุรกิจ Music Streaming ว่า มูลค่าตลาดจะเติบโตขึ้นไปถึง 8.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2564-2567 โดย 58% ของการเติบโตมาจากกลุ่มประเทศ APAC รวมถึงประเทศไทย

ที่น่าสังเกตคือ แพลตฟอร์ม Music Streaming ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยตอนนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นแพลตฟอร์มต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น JOOX, Spotify, Tidal, Apple Music หรือ YouTube Music ซึ่งการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Music Streaming ทำให้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว GMM Grammy ได้มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่อย่าง GMM Stream ขึ้นมา แต่มีคนรู้ไม่มากนัก

ความเคลื่อนไหวในครั้งนั้น GMM Grammy ได้ดึง “อัศวิน โรจน์เมธาทวี” นักการตลาดฝีมือดีที่ผ่านงานทั้งฝั่งเอเจนซีโฆษณา, ดูแลสินค้า FMCG และมีประสบการณ์ในธุรกิจ Social Media มาร่วมสร้างธุรกิจใหม่ โดยเข้ามานั่งในตำแหน่ง Executive Vice President – Music Streaming Business

เพื่อเข้ามาเซ็ตทีมทำงานก่อนการเปิดตัว Application ฟังเพลงแบบ Music Streaming ในชื่อ “เพลิน” (Plern)

อัศวิน ฉายภาพตลาด Music Streaming ของไทยให้ฟังว่า จริงๆ แล้ว Grammy มีพันธมิตรทางธุรกิจเป็นจำนวนมาก ซึ่ง Grammy เสิร์ฟ Content ให้กับผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยู่แล้ว แต่บริษัทมองว่า ตลาด Music Streaming ในประเทศไทยยัง Dynamic ไปได้ไกลมากกว่านั้น

“Local Content ยังไปได้ไกลกว่านี้ถ้ามีการปลุกตลาดอย่างจริงจัง หรือถ้าเราอยู่ในธุรกิจแบบที่พึงพา Platform อย่างเดียว โดยที่ Platform ไม่ได้ไปโปรโมท หรือทำมาร์เก็ตติ้งให้กับ Local Content อย่างเต็มที่ แค่ทำ Playlist ไม่ได้ใช้มิวสิคมาร์เก็ตติ้งในการขับเคลื่อน ผลสุดท้าย Content มันก็ไม่ไป ธุรกิจก็ไม่โต เพราะว่าค่ายก็ไม่ได้ Win และ Long-term ก็เหมือนเอา Content ไปแล้วไม่ได้ใช้งานให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ซึ่ง Grammy เห็นสิ่งนั้น จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่า หรือเราควรจะมี Platform เป็นของตัวเองดี”

จากคำถามตั้งต้น Grammy ก็เริ่มต้นหาคำตอบว่า จริงๆ แล้ว Segmentation หรือช่องว่างทางการตลาดของ Music Streaming ในประเทศไทยยังพอมีอยู่ตรงไหนบ้าง เพื่อจะตัดสินใจว่า โครงการนี้ควรจะไปต่อ หรือพอแค่นี้

“เราเริ่มต้นจากการทำ Feasibility ก่อนเพื่อดูว่าจะคุ้มไหม ถ้าคุ้มค่าจะคุ้มในกี่ปี หรือพอจะเป็น Revenue Stream สายใหม่ให้กับ Grammy ได้หรือไม่ จึงเป็นที่มาที่ไปของการเริ่มทดลองสำรวจตลาดว่ามี Segment ไหนของตลาดที่พอจะทำได้ เรามีการคุยกันว่า ถ้าจะทำจริงต้องเป็นแอปแบบไหน เป็นแอปเพื่อคนไทยเลยหรือไม่ จนเราเจอช่องว่างหนึ่งที่ว่า คนไทยเป็นคนที่ฟังเพลงเยอะมากใน 1 ปี Research จากพวก Global Web, Web Index มี Research ทุกปี อัพเดททุกควอเตอร์ รายงานว่าพฤติกรรมคนไทยฟังเพลงโดยเฉลี่ยต่อหัววันละประมาณ 88 นาที ซึ่งจริงๆ ฟังได้ยาวกว่านั้นได้อีก

เราจึงเชื่อมโยงต่อไปว่า ถ้าฟังเพลงฟังยาว แปลว่าต่อยอดได้หลายอย่าง พอดูข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ App Streaming ในตลาดที่เรารู้จักกันอยู่จะพบว่า มีตัวเลขรวมๆ ไม่เกิน 10 ล้านคน แต่ประเทศไทยมีคนใช้สมาร์ทโฟนอย่างแอคทีฟตั้ง 50 ล้านคน ใช้ LINE ใช้ Messenger ใช้ Facebook ร่วมๆ 45-50 ล้าน เราจึงไปหาข้อมูลเพิ่ม จนสรุปได้ว่าคนไทยที่ฟังเพลงยาวๆ ส่วนใหญ่ฟังเพลงผ่านแอป VDO Sharing หรือวิทยุออนไลน์อย่าง App Radio Thailand ทำให้ 2 มีเดียนี้กลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด”

อัศวิน อธิบายเพิ่มเติมว่า พฤติกรรมของคนไทยจะชอบเปิดเพลงจากคอมพิวเตอร์โดยเปิดคลิปวิดีโอทิ้งไว้ แบบไม่ได้ดู เช่น เปิดทิ้งเป็นเพื่อน เปิดในที่ทำงาน, ร้านอาหาร, ร้านตัดผม ฯลฯ ซึ่งบางคนก็ฟังแบบฟรีไม่ได้เสียค่าสมาชิก บางครั้งก็มีโฆษณาคั่น หรือถ้าล็อกหน้าจอเพลงก็จะหยุด จึงทำให้ Grammy มองเห็นโอกาสจากจุดนี้

“ส่วนแอปอื่นๆ ก็ได้ข้อมูลว่าใช้งานยากเพราะมีฟังก์ชั่นมากเกินไป พอเจอผลรีเสิร์ชแบบนี้ก็ เฮ้ย...น่าสนใจ เพราะหมายถึงมีคนที่ฟังเพลงผ่านคอมพิวเตอร์และฟังนานด้วย แปลว่าเป็น Potential ไม่ว่าจะเม็ดเงินจากโฆษณา หรือเม็ดเงินจากการสมัครสมาชิกในอนาคตก็เป็นไปได้ อันนี้คือกลุ่มใหญ่สุด ส่วนกลุ่มที่ 2 คือคนที่ยังใช้แอปวิทยุออนไลน์ต่างๆ มีทั้งที่เป็นแอปอย่างเป็นทางการ และแบบที่ดึงสัญญาณมาปล่อยต่ออีกที

ตัวเลขจากกสทช. แถลงว่าคนยังฟังวิทยุประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งเขามีวิธีการทำรีเสิร์ชของเขา คาดว่ามาจากแอปวิทยุออนไลน์ พอเราดูเราเห็นเม็ดเงินโฆษณามหาศาล ถ้าเราคิดจะสร้าง Business Model ใหม่ให้ Grammy โดยการมีแอปพลิเคชันของตัวเอง Revenue สายที่ 1 ก็มาจากเงินโฆษณา สายที่ 2 แน่นอนคือ Subscription ถ้าเราสามารถสร้างประสบการณ์การฟังเพลงให้ดีจริง แล้วสร้าง Content ให้ปังจริงๆ คนก็น่าจะไม่มีปัญหาในการ Subscribe อันนี้คือสิ่งที่คิด 2 แกนง่ายๆ ก็เลยพอเห็น Potential”

เมื่อถูกถามถึงศักยภาพทางการแข่งขันที่จะต้องไปเบียดกับบริษัทระดับโลกทั้งหลาย เรื่องนี้ อัศวิน อธิบายว่า ปัจจุบันตลาด Music Streaming ใหญ่มาก จนแต่ละค่ายสามารถสร้างจุดขายที่แตกต่างกันได้ เช่น เน้นเพลงไทย หรือเน้นเพลงสากล ขึ้นอยู่ที่ว่าจะจับตลาดไหน

“เราเน้นจับคนที่ฟังเพลงจากคลิปวิดีโอและวิทยุออนไลน์ แค่นี้ก็ใหญ่มากแล้ว เราลงรีเสิร์ชภาคสนามหลายที่ทำเซอร์เวย์ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่ท่าเรือ มหาวิทยาลัย ตลาดสด รถไฟฟ้า ว่าสิ่งที่เราคิดมีจริงไหม พอทำเซอร์เวย์มา 300 ครั้ง ยิ่งตกใจ หลายคนพูดเหมือนกันถึง Pain Point ของแต่ละแอป เราไปถามคนขับแท็กซี่ได้คำตอบมาว่า เขามีโทรศัพท์ 2 เครื่อง เครื่องหนึ่งราคา 3,000 บาท เสียบปลั๊กชาร์จตลอดเวลาเพื่อเปิดฟังเพลงในรถ อีกเครื่องหนึ่งเอาไว้รับผู้โดยสาร หรือใช้นำทาง เพราะใช้คู่ไม่ได้ เรารู้มาว่าโทรศัพท์ที่เปิดจอค้างไว้จะมีรอยไหม้บนหน้าจอ หรือเสียบสายชาร์จตลอดเวลาแบตเตอรี่จะเสียง่ายเสื่อมเร็ว แต่เขาก็ไม่อยากเปิดวิทยุเพราะมีดีเจพูดแทรก

พฤติกรรมแปลกๆ ไม่ได้มีแค่นี้ เราเจอเคสที่คนไม่มีอินเทอร์เน็ต เช่น เป็นคนต่างจังหวัดมาอยู่กรุงเทพฯ ทุกวันนี้อยู่หอต้องเดินทางไปทำงานที่ร้านอาหาร ตอนออกจากบ้านไปที่ทำงาน เขาจะปิดเน็ต เพราะว่าเขาประหยัด เขาใช้ WiFi ที่หอแล้วปิดเน็ตเพื่อไปใช้ WiFi ที่ร้านหรือที่ทำงาน แต่ระหว่างทางฟังเพลงไม่ได้เพราะไม่มีเน็ต เราก็พัฒนาแอปของเราให้มีฟังก์ชั่น Offline Download คือเซฟเพลงไว้ได้ 350 เพลง เพื่อให้คนกลุ่มนี้ฟังเพลงได้แบบไม่มีเน็ต เราก็เจอช่องว่างมากมายที่เราตอบโจทย์ได้”

ในแผนการตลาด แอปเพลินจะเป็นแบบ Freemium เบื้องต้นผู้ใช้งานสามารถฟังเพลงได้ฟรี โดยดาวน์โหลดเพลงมาเก็บไว้ได้ 350 เพลง แต่หากต้องการเพิ่มฟังก์ชั่นอื่นๆ ก็สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้

หลังการเปิดตัวเพียง 3 เดือน Plern มียอดการดาวน์โหลดไปแล้วไม่น้อยกว่า 1 ล้านครั้ง และมียอดสตรีมเพลงภายในแอป ไปแล้วกว่า 6 แสนครั้ง ซึ่งเทียบเท่ากับการเดินเท้าฟังเพลงรอบโลกได้ถึง 72 รอบ และยังพบว่าคนไทยใช้ Plern ฟังเพลงไปแล้วกว่า 20 ล้านครั้ง (ตัวเลขเมื่อเดือน Feb 2022)

อัศวิน กล่าวว่า โอกาสของ Plern อยู่ที่กลุ่มคนใช้สมาร์ทโฟนที่มีมากกว่า 45 - 50 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ ได้ใช้ App Music Streaming เพราะจากการสำรวจมีผู้ใช้งานอยู่ประมาณ 10 ล้านคนเท่านั้น ส่วนคนที่ใช้งานแล้วก็ยังเชื่อว่าจะสามารถจูงใจให้เปลี่ยนมาลองใช้แอปเพลินได้

เป้าหมายของ Plern ในเฟสแรกนั้น ทาง GMM Grammy คาดการณ์ว่าจะมียอดผู้ใช้งาน App ไว้ที่เฉลี่ย 5 ล้านยูสเซอร์ต่อเดือนภายในช่วงหนึ่งปีแรก และมียอดตัวเลขคนฟังเพลงยาวนานขึ้นเป็น 1.23 ชั่วโมงต่อวัน

สำหรับรายละเอียดการพัฒนา Plern ทาง GMM Grammy ไม่ได้ทำคนเดียว หากแต่มีการจับมือกับพาร์ทเนอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Tuned Global เพื่อร่วมกันพัฒนา

“Tuned Global เป็น Australian Based Tuned Global ทำให้ LINE Music ที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็น App Streaming เบอร์ 1 ของญี่ปุ่น Tuned Global ทำให้ Ed Sheeran นักร้องดัง Tuned Global ทำให้ Sony Music App ที่อังกฤษ ดังนั้น Tuned Global เป็นพาร์ทเนอร์ในเชิงเทคโนโลยี เพื่อทำให้เพลินเป็น Global Standard สำหรับ Local Market”

เป้าหมายของ Plern ถูกวางไว้ให้เป็นแอปฟังเพลงที่ตอบโจทย์คนฟังทั่วประเทศไม่ใช่แค่คนเมือง ดังนั้นในส่วนของ Content ทางทีมงานจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกันระหว่างค่ายเพลงระดับแนวหน้าของประเทศ อาทิ GMM Grammy, บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน), เซิ้งมิวสิก, Top Line Music, Sure Entertainment, เสียงสยามแผ่นเสียง-เทป, ซาวด์มีแฮงเรคคอร์ด, BigLove Smile House, Solution One อาทิ Khotkool Music, Khaosan Group, Mindset Mob, ได้หมดถ้าสดชื่น, พอดีม่วน Studio, บังเอิญมิวสิค, MAN’R รวมถึง Believe และค่าย/ศิลปินอื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคต อาทิYoungOhm, Urboy TJ, ไหทองคำเรคคอร์ด, Sing Music, กีตาร์เรคคอร์ด

“เราเน้นเพลงค่ายหลัก เน้น Mass แล้วก็ค่ายเล็กๆ จับพวกวัยรุ่น Urban ในส่วนของการทำ Content จากคนที่เป็นค่ายเพลงก็คงทำ Content แบบธรรมดาไม่ได้ จะมีแบบสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ที่ Platform อื่นจะเรียกว่าแถว 2 แต่เราไม่ได้เรียกแถว 2 เราเรียกว่าศิลปินหน้าใหม่ เพื่อให้กลุ่มนี้มีที่ยืน เราจะมี Shelf ให้ Artist เหล่านี้

เรามี Station Feature ที่เราสร้างขึ้นมา Plern เป็นแอปเดียวในไทยที่มีฟีเจอร์นี้ เหมือนเป็นสถานีกึ่งๆ อัจฉริยะ ในอนาคตมันจะรู้จักเรามากขึ้น เพราะจะมีระบบการเรียนรู้ว่าถ้าเพลงนี้เปิดขึ้นมา เราชอบหรือไม่ชอบ ถ้าเราไม่ชอบ เรากด Skip App จะรู้ว่าเพลงแบบนี้คนนี้ไม่ชอบ แต่ถ้าเรากดโอเค Thumbs Up ให้จะรู้ว่าคนนี้ชอบเพลงทรงนี้ วันข้างหน้าแอปจะเรียนรู้แล้วก็จะเอาเพลงแบบนี้มาเสิร์ฟให้

อันนี้คือสิ่งที่เป็น Station อัจฉริยะที่จะเกิดขึ้นมา เรามีการดึงคนในวงการเพลงมาจัด Playlist ให้ใน Station คนฟังจะไม่รู้ว่าเพลงถัดไปคืออะไร แต่ว่าจัดโดยคนดังๆ เช่น ป๋าเต็ด ในอนาคตก็จะมี Plern Original เหมือน Netflix Original และก็จะมี Content Original ซึ่งเป็นเพลงที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างศิลปินค่ายอื่นๆ เพื่อ Plern เท่านั้น ที่อื่นไม่มี นี่คือมุม Content ที่คิดแบบคนทำเพลง ต้นปี 2022 เพลินจะอัพเกรดให้ผู้เป็นสมาชิกสามารถดาวน์โหลดเพลงแบบ Lossless Quality รวมถึงยังจะมีการเพิ่มฟังก์ชั่น Live Station เข้าไปอีกด้วย”

อัศวิน ยอมรับว่า หากไม่มี GMM Grammy เป็นลมใต้ปีกให้กับ Plern การจะทำตัวเลขให้ได้ถึง 5 ล้านคน ก็คงเป็นเรื่อง “ลำบาก” เพราะการจะเข้ามาในตลาด Music Streaming ต้องมี Content ซึ่ง Content เพลงไทยที่ใหญ่ที่สุดคือ Grammy ดังนั้นถ้าไม่มี Grammy สิ่งนี้จะเกิดได้ยากมาก

“เพราะสายป่านเราไม่ยาวเหมือนบริษัทข้ามชาติ ส่วนเราเป็นบริษัทเล็กๆ ที่หลายค่ายมองว่าไม่ได้มาแข่งขันด้วย ส่วนตัวมองว่า Plern เป็นการทำธุรกิจแบบ Friendnemy ส่วนธุรกิจที่ต้องสนับสนุนก็ทำไป ส่วนธุรกิจต้องที่แข่งขันก็แยกต่างหาก แต่อย่างไรก็ตามเรายังคิดว่าแอป Plern อยู่คนละ League กับรายใหญ่ เหมือนเราเตะบอลคนละถ้วย Inspiration ของเรามาจากธุรกิจ Music Streaming

ในเกาหลีมีแอปฟังเพลงประมาณ 9 แอป เป็นของ Local 8 แอป ส่วนบ้านเรามีแค่ 3-4 แอป ดังนั้นการเป็น App Local แปลว่า เราต้องเข้าใจมากกว่า จึงเป็นที่มาว่า ทำไมเราต้องทำรีเสิร์ช ทำไมเราต้องใช้แอปเป็นภาษาไทย ก็เพื่อให้อินกับคนไทยตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งเราจะไปโปรโมทรากหญ้า ไปออนทัวร์ ไปแคมปัสทัวร์ เพื่อเพิ่มการเข้าถึง”

เบื้องต้น อัศวิน วางสัดส่วนคนฟังของ Plern ไว้ว่าน่าจะมาจากกลุ่ม Urban และกลุ่ม Rural ที่เท่าๆ กันคือ 50/50

ในส่วนของราคาสมาชิก หรือ Plern Premium ทางทีมงานได้ตั้งราคาสมาชิกรายสัปดาห์ไว้ที่ 59 บาท และรายเดือนอยู่ที่ 119 บาท และเพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ในอนาคตก็จะมีแคมเปญการตลาดชั่นใหม่ๆ ออกมา เช่น มีโปรโมชั่นพิเศษกับลูกค้า AIS ซึ่งเป็นพันธมิตรกันอยู่

“ตลาดไทยคนชอบของฟรี มองว่ารายได้ช่วงแรกๆ 80-90% น่าจะมาจากโฆษณา หรือ Sponsorship ส่วน 10-20% มาจาก Subscription แต่ต่อให้รายได้มาจากโฆษณา ก็จะเป็นโฆษณาที่คั่นระหว่างเพลงไม่ใช่โฆษณากลางเพลง และในอนาคตอาจจะมีโฆษณาในรูปแบบ Tie-in เช่น Branded Station ซึ่งแบรนด์สามารถมาซื้อ Station ได้ เช่น Coke Station ที่พูดถึงเรื่องความสุข เป็นต้น”

ในช่วงแรกของการเปิดตัว Plern จะมีเพลงให้ฟังเฉพาะเพลงไทยและยังไม่มีเพลงสากล ซึ่ง อัศวิน อธิบายว่า จากการทำวิจัย พบว่ากลุ่มเป้าหมายของ Plern นิยมฟังเพลงไทยมากกว่าเพลงสากลจากต่างประเทศจึงอยากเน้นการทำตลาดเพลงไทย เพื่อให้ได้ข้อมูลพฤติกรรมการฟังเพลงของผู้ฟังในช่วงแรกก่อน

“เรื่องแรก คือจากรีเสิร์ชเรารู้ว่า คนไม่ค่อยได้มองเพลงอินเตอร์เท่าไหร่ เรื่องที่ 2 คือ ตลาดอินเตอร์ราคาเพลงค่อนข้างสูง เราเลยคิดว่าโอเค ไม่เป็นไร ถ้าวันหนึ่ง Dynamic มันใช่ เดี๋ยวเราค่อยหาวิธีคุยกับค่ายเพลงใหม่ เอาตัวเลขไป Convince ใหม่”

อัศวิน อธิบายเพิ่มเติมว่า ในอนาคต Business Unit ใหม่นี้จะเป็นตัวเชื่อมโยงธุรกิจในเครือ GMM Grammy มากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น

1.การขับเคลื่อนธุรกิจเพลงของไทยและ GMM Grammy ไปสู่ New Wave โดยเปลี่ยนตลาดการฟังเพลงใหม่ ให้มีบรรยากาศเหมือนสมัยก่อนที่มีคนเฝ้ารออัลบั้มใหม่ๆ ของศิลปิน

2. นำเอาข้อมูลอินไซด์ไปแชร์ให้กับทั้งศิลปิน และค่ายเพลง เพื่อการทำตลาดที่แม่น และตรงตามความต้องการของคนไทยมากขึ้น

3.การโปรโมทให้ Stakeholder ทั้งศิลปินหน้าใหม่ให้มีโอกาสแจ้งเกิดมากกว่าที่เป็นอยู่ ส่วนผู้ฟังทุกกลุ่มก็จะพยายามดึงให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพของวงการเพลงของไทย

4. ทำให้การเสพดนตรีมีความเท่าเทียม ทั้งกลุ่มผู้ฟังที่เป็นคนเมืองและกลุ่มผู้ฟังในเขตภูมิภาค ด้วยการนำเสนอ Content ที่เข้าถึงทุกกลุ่ม ไม่ใช่ระบุแค่คนเมืองเพียงอย่างเดียว

“เราอยากเอาแนวคิด, ที่มา, และความตั้งใจของ Plern มามานำเสนอว่า เป็นแพลตฟอร์มที่ถูกต้องกับความเป็นไทย ตอนนี้สิ่งที่ท้าทายของเราคืออยากให้คนไทยเปิดใจรับ Plern เราอยากสร้าง Plern ให้เป็นแบรนด์ที่รู้จัก ในปีแรกเราจะทำให้เห็นว่าถ้าคุณชอบเพลง นี่คือแอปของคุณที่เราทำคอนเทนต์พิเศษมาให้คุณแล้ว

ส่วนสเตปต่อไปเราจะสร้าง Brand Value ให้กับ Plern ทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนมุมมองว่าเพลงคือของฟรี ซึ่งเราเชื่อว่าเราสามารถทำให้คนไทยเปลี่ยนมุมมองหรือทัศนคติต่อวงการเพลงได้ เราต้องพยายามสื่อให้เห็นถึงเสน่ห์ คุณค่า เรื่องราวของเพลง ทำให้คนรู้ว่าเพลงของศิลปินไทยก็มีคุณภาพดีได้” อัศวิน กล่าว

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.