อ่านเกม “กลุ่มเซ็นทรัล” รุกตลาดศูนย์การค้าอย่างไร ถึงตอบโจทย์แบบคุมได้ทุกเซ็กเม้นต์

May 10, 2022 R.Somboon

ความน่าสนใจของการทำตลาดศูนย์การค้าของกลุ่มเซ็นทรัลนั้น จะมีบริษัทในเครืออย่างเซ็นทรัลพัฒนาที่ทำศูนย์การค้าขนาดใหญ่หลายแบรนด์ อาทิ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เซ็นทรัลเฟสติวัล เวสต์เกต อีสต์วิลล์ ฯลฯ ซึ่งศูนย์การค้าที่พัฒนาโดยเซ็นทรัลพัฒนานั้น ส่วนหนึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่ในการเป็นหัวลากให้ธุรกิจร้านค้าปลีกในเครือสามารถกระจายเข้าไปยังโลเกชั่นที่เป็นเมืองใหญ่

ไม่เพียงเท่านั้น การเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัท สยามฟิวเจอร์ ที่พัฒนาโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ และศูนย์การค้าขนาดใหญ่อย่างเมกาบางนา จะเข้ามาเป็นตัวช่วยให้สามารถเข้าไปยังตลาดศูนย์การค้าในแนวคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งจะเป็นอีกตัวช่วยในการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีกเข้าไปยังชุมชนต่างๆ ที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ยังเจาะเข้าไปไม่ถึงได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทในเครืออย่างเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือซีอาร์ซี ที่ทำศูนย์การค้าขนาดกลางคือโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ และศูนย์การค้าขนาดเล็กอย่างท็อปส์ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสในการรุกเข้าไปยังจังหวัดที่เล็กกว่าและมีกำลังซื้อไม่พอที่จะรองรับศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่เซ็นทรัลพัฒนาทำ รวมถึงการเข้าไปยังอำเภอขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพโดยใช้โมเดลศูนย์การค้าอย่างท็อปส์ เป็นตัวเจาะเข้าไป

สิ่งที่น่าสนใจก็คือการทำศูนย์การค้านั้น  ยังมีการทำออกมาภายใต้การดูแลของกลุ่มเซ็นทรัลเอง ซึ่งเป็นการทำศูนย์การค้าแนวใหม่ที่แตกต่างจากที่บริษัทในเครือทั้ง 2 ทำออกมา โดยส่วนหนึ่งจะเป็นการเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดิน ศูนย์การค้าในมือ หรืออาคารสำนักงานที่มีอยู่ในมือ

พงศ์ ศกุนตนาค  กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพัฒนาธุรกิจ กลุ่มเซ็นทรัล บอกว่า หลักคิดของการพัฒนาศูนย์การค้าที่อยู่ภายใต้การพัฒนาของกลุ่มเซ็นทรัลก็คือจะต้องสามารถทำกำไรได้ และที่สำคัญเซ็กเม้นต์ของลูกค้าจะต้องแตกต่างจากศูนย์การค้าที่ทั้งเซ็นทรัลพัฒนาและซีอาร์ซีทำออกมา

ที่ผ่านมา กลุ่มเซ็นทรัลดูแลศูนย์การค้าและพื้นที่ค้าปลีกในอาคารสำนักงานของเครือเซ็นทรัลอยู่ 10 แห่ง อาทิ ศูนย์การค้าในรูปแบบของไลฟ์สไตล์โอเพ่นมอลล์ที่จังหวัดภูเก็ต ภายใต้แบรนด์ ปอร์โต เดอ ภูเก็ต โครงการตลาดจริงใจที่จังหวัดเชียงใหม่ เซ็นทรัล วงศ์สว่างที่ปัจจุบัน รีแบรนด์เป็นมาร์เก็ตเพลส ซึ่งมีการจับมือร่วมกับแบรนด์มาร์เก็ตเพลสของท็อปส์  และอาคารจิวเวลลี่ เทรด สีลม เป็นต้น ธุรกิจในส่วนนี้จะมีรายได้ประมาณ 2 – 3 พันล้านบาทต่อปี

ขณะที่การลงทุนทำโครงการใหม่ๆ ปกติจะใช้เวลาในการเปิดตัวโครงการใหม่ประมาณ 2 – 3 ปีต่อ 1 โครงการ ซึ่งโครงการล่าสุดที่ทำไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วคือ ปอร์โต เดอ ภูเก็ต แต่เกิดการระบาดของโควิด – 19 จึงต้องปิดให้บริการไปบางช่วง เริ่มกลับมาเปิดให้บริการอย่างเต็มตัวเมื่อเร็วๆ นี้ แต่สามารถกลับมา Recover เหมือนช่วงเปิดโครงการใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดย ปอร์โต เดอ ภูเก็ต เป็นโอเพ่นไลฟ์สไตล์มอลล์ ที่เน้นในเรื่องของร้านอาหาร เจาะกลุ่มคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว โครงการนี้อยู่ห่างสนามบินภูเก็ตประมาณ 20 กิโลเมตร

ส่วนล่าสุดที่สร้างความฮือฮาอีกครั้งก็คือการทุ่มงบลงทุน 1,000 - 3,000 ล้านบาท เปิดตัว “วงศ์อมาตย์ บีช วิลเลจ” เนเชอรัล บีช ปาร์ค แอนด์ ไลฟ์สไตล์ มอลล์ (Unique Natural Beach Park and Lifestyle Mall) รูปแบบใหม่แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ริมหาดวงศ์อมาตย์ เมืองพัทยา

 

จุดที่แตกต่างจากศูนย์การค้าอื่นๆ ก็คือ วงศ์อมาตย์ บีช วิลเลจ เป็นช้อปปิ้งมอลล์แห่งแรกในไทยที่มีพื้นที่ติดหน้าหาดแบบไม่มีถนนกั้น พร้อมถมทรายในโครงการ เป็น ‘บีช ปาร์ค’ ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่อยู่ติดชายหาด ซึ่งจะเน้นการดีไซน์ที่เน้นในเรื่องของอาร์ตใน 3 รูปแบบสำคัญ ไล่ตั้งแต่ เรื่องของ Art of Design มีสถาปัตยกรรมและการออกแบบสภาพแวดล้อมที่โดดเด่น พร้อมด้วยประติมากรรมรูปปั้นตามจุดต่างๆ อาทิ บริเวณ Main Courtyard ที่จะพบกับ Sculpture ขนาดใหญ่ ถือเป็นสัญลักษณ์ของโครงการ รวมถึงจุดถ่ายภาพอื่นๆ ทั่วทั้งโครงการ  Art of Food and Products ที่ถูกออกแบบให้มีความพิเศษและโดดเด่น จากทางผู้เช่าแต่ละร้านที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างดี พร้อมให้บริการแก่ทุกคน  และสุดท้าย Art of Activities พื้นที่ถูกออกแบบให้เป็นลานกิจกรรมมุ่งเน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ อาทิ บริเวณ Play Space หรือลานกิจกรรมทั้งทางบกและทางน้ำ พร้อมหลากหลายกิจกรรมตลอดทั้งปี โดยวงศ์อำมาตย์ บีช วิลเลจ นี้ ทำบนภายใต้คอนเซ็ปต์ “พัทยาที่คุณไม่เคยรู้จักมาก่อน”

นอกจากนี้ โครงการได้จัดสรรพื้นที่ในรูปแบบ Beach Park หรือสวนสาธารณะริมหาด เพื่อให้ผู้คนในชุมชนและนักท่องเที่ยวได้ใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ และใช้เวลาร่วมกันผ่านหลากหลายร้านพันธมิตรของโครงการ อาทิ ร้านอาหารระดับพรีเมียม ทั้งไทยและนานาชาติ ร้านคาเฟ่ ร้านของที่ระลึก ร้านสินค้าไลฟ์สไตล์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการจะเน้นไปที่นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพกำลังซื้อสูงทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งรวมทั้งคนในพื้นที่ คนกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ที่พัทยา และนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ มุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัว รวมถึงกลุ่มคู่รัก กลุ่มเพื่อน โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการอย่างน้อย 1 ล้านคนต่อปี ซึ่งคาดการณ์จากตัวเลขนักท่องเที่ยวเมืองพัทยาที่อยู่ที่เกือบ 16 ล้านคน ในปี 2562

“เราคาดหวังให้โครงการนี้เป็นจุดมุ่งหมายใหม่ที่แตกต่างและพร้อมนำเสนออีกแง่มุมของพัทยาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนาน สุนทรียทางศิลป์ ดนตรี กิจกรรมกลางแจ้งให้ทุกคนได้สัมผัส ซึ่งโครงการเองยังมุ่งที่จะช่วยสร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่เมืองพัทยา และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยผ่านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของโลก ตามโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของภาครัฐอีกด้วย” พงศ์ กล่าวเสริม

 

การพัฒนาศูนย์การค้าแห่งใหม่นี้ จะทำบนที่ดินที่มีอยู่เดิมของกลุ่มเซ็นทรัลบนหาดวงศ์อำมาตย์ของพัทยา เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 55 ไร่ พื้นที่ 75% จะถูกกันไว้เป็นพื้นที่สีเขียว ขณะที่ 25% จะเป็นพื้นที่ร้านค้าซึ่งจะมีเพียงแค่ 29 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านอาหารประมาณ 70% และอีก 30% จะเป็นส่วนของช้อปปิ้ง เน้นเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับบนที่เป็นคนในพื้นที่ 30% และคนกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ อีก 25% ส่วนชาวต่างชาติจะมีสัดส่วน 45% แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ 30% และชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ที่พัทยาอีกกว่า 15%  จะเฟสแรกจะเปิด 1 ใน 4 ของพื้นที่ หรือประมาณ 13.5 ไร่ เน้นไปที่ร้านอาหาร ในปลายปีนี้ ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะใช้เวลาพัฒนาแบบเต็มโครงการประมาณ 2 – 3 ปี

กลุ่มเซ็นทรัลมีธุรกิจอยู่ในพัทยามากมาย โดยมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่อยู่ 2 ศูนย์คือ เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา ศูนย์การค้าเซ็นทรัล มารีน่า นอกจากนี้ ยังมีโรงแรมอีกหลายแห่ง ที่โดดเด่นสุดคือ เซ็นทารา แกรนด์ มิราจ ซึ่งมีจุดขายสำคัญคือการเป็นรีสอร์ทสวนน้ำที่ใหญ่ที่สุดในพัทยา โดยโรงแรมแห่งนี้จะอยู่ใกล้กับวงศ์อำมาตย์ บีช วิลเลจ ที่ในอนาคตจะสามารถช่วยสร้างแรงส่งมายังการทำตลาดของศูนย์การค้าแห่งใหม่นี้ได้เป็นอย่างดี.....

กลุ่มเซ็นทรัล

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.