อีซูซุ ผู้นำตลาดอย่างยั่งยืนของกลุ่มรถปิกอัพ

Jun 17, 2022 -None-

ปี 2564 ยอดจำหน่ายรถยนต์โดยรวมของประเทศไทยมีจำนวน 759,119 คัน แบ่งเป็นตัวเลขของกลุ่มรถปิกอัพในจำนวนนี้เป็นยอดขายของ “อีซูซุ” มากถึง 150,741 คัน ครองส่วนแบ่งตลาด 44.1% สูงสุดในประวัติศาสตร์ติดต่อกัน 2 ปีซ้อน สามารถรักษาความเป็นผู้นำตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่น 

 

“อีซูซุ” ยังเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ที่มียอดขายมากเป็นอันดับ 1 มานานกว่า 20 ปี และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึง 50% ท่ามกลางสถานการณ์การแข่งขันที่ยังคงความเข้มข้นต่อเนื่อง 

 

“ความพึงพอใจ”  รากฐานของความสําเร็จ

ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าตลาดรถยนต์ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 และการขาดแคลนชิ้นส่วนสำคัญในการผลิตรถยนต์จนทำให้บริษัทรถยนต์หลายค่ายมียอดขายลดลงจากปีก่อน แต่อีซูซุสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และยังครองความเป็นผู้นำตลาดทั้งในกลุ่มรถปิกอัพและกลุ่มรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่

สอดคล้องกับผลสำรวจ 2022 Thailand’s Most Admired Brand ที่กลุ่มเป้าหมายนึกถึงแบรนด์ “อีซูซุ” ในฐานะเบอร์ 1 ของแบรนด์ในกลุ่มรถปิกอัพที่มีความน่าเชื่อถือ และได้รับความไว้วางใจสูงสุดในหมวดยานยนต์มาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 13 และปีนี้ยังได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลพิเศษ Market Leader Brand Award อีกด้วย

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “วิถีอีซูซุ : ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ช่วยให้สังคมพัฒนา” ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานที่อีซูซุใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายการบริหารธุรกิจในทุกด้าน โดยเน้นการผลิตรถอีซูซุคุณภาพสูง ต้องมีความเป็นเลิศทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย เพื่อทำให้ลูกค้าอีซูซุเกิดความพึงพอใจในการใช้รถ และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการใช้รถอีซูซุในธุรกิจของตน เนื่องจากรถอีซูซุส่วนใหญ่เป็นรถเพื่อการพาณิชย์ รวมถึงการเป็น “นิติบุคคลที่ดีของสังคม” ที่สะท้อนภาพผ่านการทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ 

คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่าตลอดระยะเวลา 65 ปีที่ผ่านมา
บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด มีนโยบายหลักที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง คือการสร้างคุณค่าของแบรนด์ (Brand Equity) ในทุกด้าน ด้วยความร่วมมือจากเครือข่ายผู้จำหน่ายอีซูซุที่มีความพร้อมทั้งด้านโชว์รูมและศูนย์บริการมากกว่า 300 แห่งทั่วประเทศในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของตรีเพชรอีซูซุเซลส์เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด 

“ลูกค้าของอีซูซุจึงเกิดความมั่นใจทั้งในเรื่องคุณค่าในการใช้งาน คือ Functional Value และคุณค่าด้านอารมณ์ ความรู้สึก หรือ Emotional Value ที่มีอยู่ในแบรนด์อีซูซุและรถอีซูซุทุกรุ่น ซึ่ง “ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้า” มองว่า อีซูซุ คือแบรนด์พรีเมียมที่มีคุณค่าสูง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อีซูซุยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงในตลาดรถยนต์เมืองไทยมานานกว่า 6 ทศวรรษ”

เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการทำตลาดยุคใหม่ อีซูซุ ยังให้ความสำคัญกับการวางรากฐานการตลาดดิจิทัล ที่เริ่มดำเนินการมาก่อนคู่แข่งขันทางการตลาดส่วนใหญ่ จึงทำให้อีซูซุสามารถใช้ประโยชน์จากการตลาดออนไลน์ในการเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว และยังส่งผลต่อการสร้าง Brand Loyalty ที่ต่อยอดไปสู่ “การซื้อซ้ำ” และ “การบอกต่อ” ในกลุ่มผู้ใช้รถปิกอัพที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความไว้วางใจอย่างสูง

“นวัตกรรม” สร้างสรรค์ Brand Image

ตลอดระยะเวลาที่อีซูซุดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อีซูซุ ไม่ได้เป็นผู้นำเฉพาะเรื่องยอดขาย แต่อีซูซุยังเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลกอีกด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของ “เทคโนโลยีดีเซล” ที่อีซูซุได้มีการแนะนำนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมสร้างปรากฏการณ์ในวงการรถยนต์มาโดยตลอด อาทิ 

เทคโนโลยีดีเซลระบบ Direct Injection ที่ใช้กับรถปิกอัพครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย ซึ่งได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในเรื่องของการประหยัดน้ำมันในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  เทคโนโลยี Super Commonrail และเครื่องยนต์ 1.9 Ddi Blue Power ที่ถือเป็นนวัตกรรมเปลี่ยนโลก เพราะเป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่สุดที่ใช้ในรถปิกอัพ ประหยัดน้ำมันสูงสุด และปล่อยค่า CO2 ต่ำสุด แต่ให้พละกำลังเหนือกว่าเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 

อีซูซุ ยังมี Brand Image ที่แข็งแกร่งจากการออกแบบรถปิกอัพรุ่นยอดนิยมที่ทำตลาดอยู่หลากหลายรุ่น อาทิ “อีซูซุดีแมคซ์” (Isuzu D-Max) เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่เมืองไทยเมื่อปี 2545 สร้างปรากฏการณ์ “อีซูซุดีแมคซ์ ฟีเวอร์” ด้วยยอดขายมากกว่า 10,000 คัน ภายใน 10 วัน และมียอดขายครบ 1 ล้านคัน ในระยะเวลาเพียง 7 ปี 

“อีซูซุดีแมคซ์ รุ่นใหม่หมด!” (All-new Isuzu D-Max) เจนเนอเรชั่นที่ 2 เปิดตัวในปี 2554 ด้วยแนวคิด “ปิกอัพ สำหรับคนทั้งโลก” เป็นอีกรุ่นที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ “อีซูซุดีแมคซ์ ฟีเวอร์” ด้วยยอดจอง 15,000 คันภายในเวลา 3 วัน 

“อีซูซุดีแมคซ์ ใหม่! 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์...ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก”เปิดตัวในปี 2560 ในวาระครบรอบ 60 ปีทองของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มียอดจองมากกว่า 1,000 คัน ในเวลาเพียง 8 ชม.

“ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ...พลิกโลก!” (The “All-New Isuzu D-Max…Infinite Potential!”) เจนเนอเรชั่น 3 เปิดตัวในปี 2562 ได้สร้างมาตรฐานใหม่ด้านการออกแบบ และเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสูงสุด 5 Star 

คุณวิชัย กล่าวเสริมว่า อีซูซุยังเป็นผู้นำในการสร้างตลาดใหม่ๆ แห่งความสะดวกสบายและความปลอดภัย เช่น รถปิกอัพห้องโดยสารกว้างแบบ Spacecab รถปิกอัพเกียร์ Automatic ระบบจีพีเอส i-Genii ระบบรายงานและพัฒนาการขับขี่ Isuzu Insight  ระบบ Telematics  สำหรับรถบรรทุกอีซูซุในชื่อ Isuzu Mimamori และ Teletec เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่มีรถจำนวนมากในการบริหารประสิทธิภาพการขนส่ง อีกทั้งยังช่วยพัฒนาคนขับเพื่อสร้างความปลอดภัย และเกิดการประหยัดน้ำมันสูงสุด

นอกจากนี้ อีซูซุยังได้สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทยในการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 และ B20 โดยการพัฒนารถทุกรุ่นทุกแบบให้สามารถใช้น้ำมันไบโอดีเซลดังกล่าวได้ นอกจากจะช่วยเกษตรกรชาวสวนปาล์มประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิง ยังเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของชาติ และสามารถช่วยลดมลภาวะของฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างมากอีกด้วย

  

“วิกฤต”  ที่มาพร้อมกับความท้าทาย 
สำหรับปีที่ผ่านมา แม้ว่าตลาดรถยนต์โดยรวมของประเทศไทยจะหดตัวลงกว่า 4.2% เมื่อเทียบกับปี 2563 จากสถานการณ์
การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และการขาดแคลนชิ้นส่วนสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์ ถึงกระนั้นอีซูซุก็ยังสามารถทำยอดจำหน่ายรวมได้สูงขึ้นกว่าปีก่อนอยู่ประมาณ 1.6% นั่นเป็นเพราะการวางรากฐานการตลาดดิจิทัลที่ส่งผลต่อการทำตลาดออนไลน์ ทำให้สามารถเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน อีซูซุได้มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ครบทุกรุ่น เช่น การเปิดรุ่น “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์” ที่ช่วยตอกย้ำตัวตนใหม่ภายใต้แนวคิด “MY NEW ID..MY NEW ISUZU D-MAX”
ขับเคลื่อนความสมบูรณ์แบบในทุกองศา พร้อมไลฟ์สไตล์ปิกอัพ “ใหม่! อีซูซุเอ็กซ์-ซีรีส์” แรงทะลุไมล์…เร้าใจสไตล์เอ็กซ์ ปรับเพิ่ม
ลุคสปอร์ตยิ่งขึ้น และรถอเนกประสงค์สุดหรู “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ที่เติมเต็มฟังก์ชั่นความปลอดภัยใหม่ในระบบ ADAS

“ผลจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้ Digital Disruption ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้มีการเปลี่ยนแปลง อย่างต่อเนื่องและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทำให้การดำเนินชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปจากเดิมสู่ “ชีวิตวิถีใหม่” หรือ New Normal การเปลี่ยนแปลง
ดังกล่าวส่งผลให้เกิด “เส้นทางใหม่ของผู้บริโภค” (The New Customer Journey) ดังนั้นในการวางแผนการตลาดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุค “ชีวิตวิถีใหม่” นี้ เราจึงวิเคราะห์ทุกจุดที่อีซูซุมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภค (Touchpoints)ตลอดเส้นทางของผู้บริโภคตั้งแต่ก่อนซื้อ ระหว่างซื้อ และหลังการซื้อสินค้าหรือบริการ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้เหมาะสมมากขึ้น”

อีซูซุ ยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารเพื่อตอกย้ำความเป็น Premium Brand” ดังนั้นสื่อโฆษณาต่างๆ จึงมีการใช้โทนสีภาพเพื่อให้สอดคล้องและตรงกับความสนใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย รวมถึงเป็นการสร้างความแตกต่างให้แก่แบรนด์อีซูซุในมุมมองของลูกค้า และยังสะท้อนภาพผ่านผลสำรวจ “2022 Thailand’s Most Admired Brand” ของทางนิตยสาร BrandAge ซึ่ง “แบรนด์อีซูซุ” ได้รับคะแนนความน่าเชื่อถือเป็นอันดับ 1 ในหมวดยานยนต์ กลุ่มรถกระบะบรรทุก 1 ตัน คุณวิชัย ยังมองว่า การสื่อสารในยุคที่
ดิจิทัลมีเดียมีบทบาทสําคัญ ต้องมี “การปฏิรูป” หรือ Transformation หมายถึงการปฏิรูปด้านดิจิทัล (Digital Transformation) และการปฏิรูปการดำเนินงาน (Operational Transformation) ซึ่งเป็นแนวคิดหลักในการดำเนินงานของตรีเพชรอีซูซุเซลส์ในปีที่ผ่านมาต่อเนื่องจนถึงปีนี้ 

“เราได้จัดตั้งสำนักงานวางแผนและบริหารยุทธศาสตร์ดิจิทัล (Chief Digital Officer Office) ขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่ม
ความรวดเร็วในการปฏิรูปด้านดิจิทัลเชิงรุก ไม่เฉพาะแต่เพียงธุรกิจของบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจของบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มตรีเพชรด้วย และได้เพิ่มจำนวนพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญด้าน เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น วิศวกรซอฟต์แวร์
นักวิเคราะห์ข้อมูล ดีไซเนอร์ด้าน UX หรือ User Experience และ UI หรือ User Interface อีกด้วย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านสินค้าและบริการของผู้บริโภคยุค New Normal นี้

อีซูซุยังให้ความสำคัญในเรื่องการสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางที่หลากหลาย หรือ  Omni-channels  ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งอีซูซุมีฐานข้อมูลลูกค้าขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Big Data ที่มีประโยชน์มากใน
การวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า  เพื่อให้สามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้มากที่สุด และก่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าได้อย่างสูงสุด” 

      

“โอกาสใหม่” จากจุดแข็งของผู้นำตลาด 
ภายใต้บทบาทของความเป็น “ผู้นำตลาด” กลุ่มอีซูซุในประเทศไทยมีข้อมูล Big Data จำนวนมหาศาลที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจจำหน่ายรถเพื่อการพาณิชย์มาเป็นเวลานานถึง 65 ปี ที่ครบวงจรทั้งด้านการผลิตการจัดจำหน่าย การจำหน่ายปลีก การซ่อมบำรุงรักษารถยนต์ การจัดไฟแนนซ์รถยนต์ การให้บริการด้าน IT ธุรกิจรถเช่า เป็นต้น อีซูซุจึงใช้ประโยชน์จากระบบ IT ใน
การวิเคราะห์ข้อมูล Big Data เพื่อวางแผนกลยุทธ์ในการสร้างความพอใจให้กับลูกค้า และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น เช่น การสร้าง Web Application สำหรับลูกค้าอีซูซุที่เรียกว่า “my-Isuzu” เพื่อใช้งานทั่วประเทศ
มีลูกค้าให้ความสนใจลงทะเบียนเป็นสมาชิกจำนวนสูงมาก ทั้งลูกค้าผู้ซื้อรถใหม่และลูกค้าอีซูซุเดิม โดยลูกค้าสามารถใช้งานฟังก์ชั่น e-coupon การแชต และการแจ้งเตือนใน LINE ได้โดยผ่านแพลตฟอร์ม
my-Isuzu”

“เรายังยกระดับโครงการเสริมสร้างความภักดีของลูกค้าต่อแบรนด์อีซูซุ คือ Isuzu Excellency Club โดยการมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ เป็นพิเศษ สำหรับสมาชิกในระดับต่างๆ ได้แก่ Bronze, Silver, Gold และ Platinum และเนื่องด้วยวิถีชีวิตของลูกค้า
ในปัจจุบันมีความหลากหลาย และต้องการความสะดวกสบายมากขึ้นเราจึงทำการตลาดและสื่อสารเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้ากลุ่มใหม่
โดยการนำเสนอความอเนกประสงค์ของรถปิกอัพ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในหลากหลายรูปแบบ อันจะสร้างประสบการณ์ใหม่
ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายต่อไป”

นอกจากนี้ อีซูซุยังให้ความสำคัญกับการหาลูกค้าที่มีความสนใจซื้อจากช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น โดยใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ
ทางสื่อออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพและขยายผลต่อ เพื่อให้สามารถขยายกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น และมีความแม่นยำมากขึ้น
โดยกำหนดระดับสัญญาณการซื้อรถของลูกค้าที่ลงทะเบียนออนไลน์ในกิจกรรมต่างๆด้วย Machine Learning เพื่อส่งข้อมูลลูกค้าที่จัดลำดับตามระดับสัญญาณการซื้อรถสูง กลาง หรือต่ำ ให้แก่ผู้จำหน่ายอีซูซุ ทั่วประเทศ เพื่อใช้ในการวางแผนลำดับความสำคัญในการติดตามลูกค้าอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวันนี้อีซูซุจะอยู่ในฐานะผู้นำตลาดด้วยรากฐานอันมั่นคงถึงกระนั้นด้วยความเป็น
ผู้นำตลาดจึงต้องมีหน้าที่ในการเรียนรู้รูปแบบการใช้ชีวิตและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพื่อให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งแบรนด์ที่จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคและวิกฤตต่างๆไปได้ ต้องมีความแข็งแกร่งอย่างมากทั้งในด้านฐานะทางการเงิน และมีการรักษาฐานลูกค้าเดิมควบคู่ไปกับการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“การจะรักษาความเป็นที่ 1 ไว้ให้ได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างการเติบโตทางด้านรายได้ หรือสามารถทำกำไรได้สูงสุดเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือจะต้องเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับ และได้รับการสนับสนุนจากทั้งผู้บริโภค และสังคม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจที่ต้องยึดหลักจริยธรรมทางธุรกิจ โดยผู้บริหารองค์กรต้องปลูกจิตสำนึกเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมให้แก่พนักงานในทุก
ระดับด้วย เพราะที่สุดแล้ว “คน” คือผู้ขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้”
คุณวิชัย กล่าว

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.