5,134
VIEWS

GC “ยิ่งใกล้คุณยิ่งต้องดี”

Jul 21, 2022 -None-

เมื่อพลาสติกและเคมีภัณฑ์ตอกย้ำแนวคิด “GC Chemistry for Better Living”

เคยสังเกตไหมว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวเราเต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากพลาสติกไปจนถึงเคมีภัณฑ์ในหลายๆ รูปแบบ สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราโดยไม่รู้ตัว ยิ่งโลกหมุนเร็วขึ้นเท่าไหร่พลาสติกและเคมีภัณฑ์ยิ่งถูกพัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ผู้คนหลากหลายเจนเนอเรชั่นมากขึ้นเท่านั้น

GC ผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์แบบครบวงจรระดับสากล เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ได้เสนอแคมเปญ “ยิ่งใกล้คุณยิ่งต้องดี” ออกมาตอกย้ำแนวคิด “GC Chemistry for Better Living” เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์พลาสติกและเคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ดีมีคุณภาพ ปลอดภัย และใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“สิ่งสำคัญที่เราต้องการสื่อสารไปยังผู้เกี่ยวข้องหรือ Stakeholder ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน นักลงทุน และประชาชน ก็คือการทำให้เขาเข้าใจว่า GC มีพลาสติกและเคมีภัณฑ์หลากหลายซึ่งนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้ามากมายอยู่ใกล้ตัวทุกคนตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่เราทำขึ้นมาต้องดีทั้งในแง่ของประโยชน์การใช้งาน ดีในขั้นตอนของการผลิต การทำงาน และดีต่อสิ่งแวดล้อม

เราอยู่ในธุรกิจมากว่า 30 ปี แต่คนอาจจะยังรู้จักเราในแง่ของคนทำธุรกิจปิโตรเคมีเท่านั้น วันนี้เราได้ปรับเปลี่ยนและทรานส์ฟอร์มตัวเองไปมากกว่านั้นแล้วจึงต้องการสื่อสารให้คนภายนอกเข้าใจว่า GC มีผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตามเมกะเทรนด์” ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวถึงแคมเปญนี้

โดยเมกะเทรนด์ที่ GC ให้ความสำคัญแบ่งออกเป็น 5 เรื่อง คือ Climate Change & Energy Transition การใช้พลังงานสะอาดและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการใส่ใจเรื่องของสภาวะโลกร้อน Demographic Shift ของผู้คนที่เปลี่ยนไป สังคมมีผู้สูงวัยมากขึ้น ในขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่ในสังคมก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน การตอบสนองคนทั้ง 2 กลุ่มจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กัน Urbanization เมื่อมีการขยายตัวของความเป็นเมืองมากขึ้น ลักษณะการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ต้องการความสะดวกสบาย ทำให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ต้องพัฒนาออกมาเพื่อตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Mobility การสื่อสารต่างๆ เป็นต้น Health & Wellness การตระหนักในเรื่องของสุขภาพ ที่คนหันมาสนใจกันมากขึ้น ทั้งตอนที่มีโรคระบาดหรือไม่มีก็ตาม สุดท้ายคือเรื่องของ Disruptive Technology ที่เข้ามาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของคนในยุคปัจจุบัน

จากเมกะเทรนด์ทั้ง 5 เรื่องทำให้ GC มองว่าทิศทางการทำงานต่อจากนี้อีก 5-10 ปี มีความจำเป็นต้องเริ่มสร้างองค์กร ผลิตภัณฑ์และบริการรวมถึงแบรนด์เพื่อตอบสนองเมกะเทรนด์เหล่านี้ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจ โดยแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อจากนี้จะมุ่งไปที่ 3 กลุ่มหลัก คือ

  1. กลุ่มผลิตภัณฑ์ High Value Business ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง สร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด เป็นธุรกิจมีเสถียรภาพไม่ผันผวน รวมถึงโซลูชั่นที่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภค เน้นเรื่องนวัตกรรมเป็นหลัก
  2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ Green และ Bio Product เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ
  3. กลุ่มผลิตภัณฑ์ Circularity Product คือผลิตภัณฑ์หมุนเวียนต่างๆ ทั้งนี้ ยังมีกลุ่ม Base & Intermediates ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์พื้นฐาน ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกที่หลากหลาย ตลอดจนทดแทนการนำเข้า ด้วยเป็นวัตถุดิบพื้นฐานของอุตสาหกรรมต่างๆ และจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

จะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 กลุ่มที่เราโฟกัสมีความสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ทั้ง 5 ข้อ ยกตัวอย่าง เช่น ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม High Value Business จะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เน้นนวัตกรรมซึ่งอาจใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนานาน เราจึงใช้วิธีการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการในบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ล่าสุด เมื่อปี 2564 GC เข้าซื้อกิจการบริษัท allnex ผู้นำในธุรกิจสารเคลือบผิว (Coating Resins) ระดับโลก โดยผลิตภัณฑ์ของ allnex สอดคล้องกับ 5 เมกะ  เทรนด์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Renewable Energy โดยสารเคลือบของ allnex เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไม่มีตัวทำละลายเคมีอยู่จึงถูกนำไปเคลือบผลิตภัณฑ์อย่างกังหันลมที่ใช้ผลิตไฟฟ้าเพื่อลดแรงเสียดทาน นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของ allnex ยังตอบสนองเมกะเทรนด์เรื่อง Demographic ซึ่งมีผู้สูงวัยและคนรุ่นใหม่อยู่รวมกัน คนเหล่านี้ต้องการผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อย่างคนรุ่นใหม่ที่ต้องการใช้รถไฟฟ้า สารเคลือบผิวของ allnex จึงถูกเคลือบที่ตัวถังรถไฟฟ้าเพื่อความคงทนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาหารกระป๋องเป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสารเคลือบเพื่อถนอมอาหาร ในขณะเดียวกันสารเคลือบนั้นต้องไม่เป็นอันตรายกับสุขภาพเข้ากับเมกะเทรนด์เรื่องสุขภาพ เช่นเดียวกับการใช้สารเคลือบกับตึกรามบ้านช่องเพื่อให้สวยงามคงทนและทำความสะอาดง่าย ก็ตรงกับเมกะเทรนด์ในส่วนของ Urbanization สุดท้ายการเคลือบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้กับผลิตภัณฑ์ในยุคดิจิทัลก็สอดคล้องกับเมกะเทรนด์ Disruptive Technology ด้วยเช่นกัน

ในส่วนของผลิตภัณฑ์กลุ่ม Green และ Bio Product นั้น เราเป็นผู้นำในระดับสากล บริษัทในเครือของ GC มีกำลังการผลิตไบโอพลาสติก (Bioplastics) เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเป็นวัตถุดิบ ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ใกล้ตัว เช่น ถ้วยกระดาษ ซึ่งต้องใช้พลาสติกเคลือบเพื่อให้ใส่ของร้อนได้ เราจึงใช้ BioPBS ผลิตที่ จ.ระยอง โดยใช้วัตถุดิบซึ่งทำจากอ้อยหรือน้ำตาล สอดคล้องกับสังคมเมืองหรือเมกะเทรนด์เรื่อง Demographic คนรุ่นใหม่ชอบใช้ของดีและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและ  สิ่งแวดล้อม

แน่นอนว่าการจะได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้น กระบวนการผลิตก็ต้องดีด้วยเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ ดร.คงกระพัน อธิบายเสริมว่า กระบวนการผลิตที่ดีต้องดีทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด สำหรับกระบวนการผลิตที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม GC ให้ความสำคัญโดยการประกาศมุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น “ศูนย์” หรือ Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ

  • Efficiency-Driven เพื่อมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกกระบวนการ และลดการปล่อยของเสีย
  • Portfolio-Driven เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจในระยะยาวสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ โดยยังคงรักษาการเติบโตขององค์กร
  • Compensation-Driven การชดเชยคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีทันสมัยต่างๆ ประยุกต์วิธีดูดซับคาร์บอนจากธรรมชาติ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานให้ได้ตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

การชดเชยคาร์บอน เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือหลังจากการดำเนินงานด้าน Efficiency-Driven และ Portfolio-Driven โดยบริษัทมีแผนการดำเนินงานด้านการใช้เทคโนโลยี (Technology-based Solutions) เช่น การดักจับและกักเก็บคาร์บอนด้วยเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) และการชดเชยผ่านการดูดซับคาร์บอนจากธรรมชาติ (Nature-based Solutions) เช่น การปลูกป่า ฟื้นฟูป่า เป็นต้น รวมถึงการจัดการ Carbon Credit (Carbon Credit Management)

“เรามีการปรับประสิทธิภาพโรงงานของเราให้ดีขึ้นเป็นเรื่องของ Efficiency ใช้เชื้อเพลิงที่สะอาด นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Data Analytics & Automation มาใช้ทำให้โรงงานของเราสมาร์ทขึ้น ลดการปล่อยของเสีย ลดการใช้ทรัพยากร กระบวนการเหล่านี้จะช่วยลดคาร์บอนได้ประมาณ 20% ส่วนของการปรับ Portfolio ผลิตภัณฑ์ของเราจะเป็น Low Carbon Product มากขึ้นและในอนาคตไม่ว่าเราจะขยายธุรกิจอะไรก็ตามเราจะไม่ได้มองเรื่องของกำไรอย่างเดียว แต่ธุรกิจนั้นต้องปล่อยคาร์บอนต่ำด้วยเมื่อทำแบบนี้จะสามารถลดคาร์บอนได้อีก 25% อีก 55% อยู่ในส่วนของ Compensation คือการไปดึงคาร์บอนจากอากาศนำมากักเก็บไว้ทำได้ 2 วิธี หนึ่ง คือวิธีแบบธรรมชาติ เช่น การปลูกป่า ฟื้นฟูป่า และสอง การใช้เทคโนโลยี เช่น การดักจับและกักเก็บคาร์บอนด้วยเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage หรือที่เรียกว่า CCS”

นอกจากกระบวนการที่ต้องดีต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ดร.คงกระพัน ย้ำว่า อีกส่วนที่สำคัญ คือต้องดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดโดยเฉพาะในส่วนของพนักงาน

“คำว่าดีก็คือองค์กรต้องแข็งแรง เพราะคำว่ากระบวนการผลิตไม่ใช่เฉพาะฝั่งโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นกระบวนการทำงานด้วย เราจึงมีโครงการ FiT เพื่อปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานและประสิทธิภาพของการทำงาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทำให้กระบวนการทำงานของเราคล่องแคล่ว ว่องไว แม่นยำมากขึ้น ได้ปริมาณงานที่มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน การทำ Digital Transformation ซึ่งจะช่วยให้พนักงานทุกคนอยู่ในองค์กรที่แข็งแรงขึ้น”

“สำหรับผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่จะขยายความส่วนของแคมเปญ “ยิ่งใกล้คุณยิ่งต้องดี” ดร.คงกระพัน อธิบายเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ GC มีการทำผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า โพลิออล (Polyol) ซึ่งใช้ในสินค้าประเภทที่นอน เมมโมรี่โฟม (Memory Foam) ก็มาจากผลิตภัณฑ์นี้ หรือพื้นรองเท้านักกีฬาที่ต้องออกแบบเพื่อป้องกันการกระเทือนของกระดูก อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งคือสารเคลือบหล่อลื่นชนิดของแข็ง (Solid Lubricant) ใช้สำหรับ Landing Gear ของเครื่องบินซึ่งไม่สามารถใช้สารหล่อลื่นประเภทของเหลวที่ใช้กันทั่วไปได้ โดยทำหน้าที่ให้ล้อเครื่องบินไม่เสียดสีมากและใช้งานได้คงทน ส่วนของไบโอพลาสติก (Bioplastics) อย่างเช่นหลอดพลาสติกทั่วไป มักจะมีปัญหาว่าทิ้งแล้วไม่ย่อยสลาย ต้องเปลี่ยนเป็นหลอดกระดาษ ซึ่งบางคนก็ไม่ชอบในแง่ของการใช้งาน เรานำไบโอพลาสติก 2 ชนิดคือ PLA ใช้น้ำตาลจากอ้อยเป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อผลิต Lactic Acid และนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต PLA กับ PBS จากโรงงานที่มาบตาพุดมาผลิตเป็นหลอดที่มีคุณสมบัติเหมือนหลอดพลาสติกแต่สามารถย่อยสลายได้ง่าย เป็นต้น”

สุดท้ายแล้วการปล่อยแคมเปญ “ยิ่งใกล้คุณยิ่งต้องดี” ในครั้งนี้ก็เพื่อตอกย้ำแนวคิด “GC Chemistry for Better Living” สื่อสารให้ทุกคนเข้าใจว่า GC เป็นบริษัทเคมีภัณฑ์แบบครบวงจรระดับสากลของคนไทยที่มีความสามารถในการผลิตสินค้าที่ความหลากหลาย มีคุณภาพสูง และอยู่ใกล้ตัวผู้คน

“เราต้องการให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเราเป็นบริษัทที่ผลิตเคมีภัณฑ์ซึ่งนำไปทำผลิตภัณฑ์รอบตัวผู้คน ดังนั้นเราต้องการให้เขามั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของเราเป็นของดีทำให้เขาใช้ชีวิตได้สะดวกสบายมากขึ้น และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย นอกจากนี้เรายังต้องการสื่อสารให้นักลงทุนเข้าใจว่า GC ไม่ใช่ธุรกิจที่ผลิตแค่น้ำมันเพียงอย่างเดียวแต่ธุรกิจของเราผลิตวัตถุดิบเพื่อนำไปทำผลิตภัณฑ์อื่นที่หลากหลายตอบสนองเมกะเทนด์ และครอบคลุมอุตสาหกรรมใหญ่ๆ เช่น ก่อสร้าง แพคเกจจิ้ง รถยนต์ เฮลท์แคร์ เป็นต้น ดังนั้นถ้าเศรษฐกิจโลกดีเราก็ดี แต่ถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ดีธุรกิจบางอย่างของเราก็ยังไปได้ เพราะเรามีธุรกิจที่กระจายไปในทุกอุตสาหกรรม และเราเชื่อว่าการวางรากฐานธุรกิจเพื่อรองรับเมกะเทรนด์เติบโตในอนาคตจะช่วยทำให้ธุรกิจของเรายั่งยืน นอกจากนั้นพนักงานของเราเองก็จะได้เข้าใจว่าธุรกิจของเรามีทั้งความกว้างและความลึก ผลิตภัณฑ์ของเราตอบโจทย์อุตสาหกรรมที่หลากหลาย เราผลิตสิ่งของที่ดีมีคุณภาพให้ทุกคนได้ใช้ ดังนั้นเราก็ต้องทำให้ดีจะได้เกิดความภูมิใจและเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้องค์กรได้ว่าสิ่งที่เราทำดีทั้งหมดจะช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันกระบวนการที่ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ดีของเราก็เป็นมิตรและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน”

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.